โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง ถูกศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี ในข้อหาสมคบกับกองกำลังต่างชาติภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยเป็นโทษจำคุกเพิ่มเติมจากคดีเดิม หลังถูกควบคุมตัวมาเกือบ 6 ปี ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็นความพยายามของทางการในการปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์และกักขังผู้เห็นต่างให้นานที่สุด

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญของฮ่องกง ถูกศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี ในข้อหาสมคบกับต่างชาติ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง ซึ่งรัฐบาลจีนประกาศใช้ในปี 2563 หลังเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ต่อต้านการขยายอิทธิพลของปักกิ่ง

ศาลระบุในเอกสารสรุปคำพิพากษาว่า ได้กำหนดโทษจำคุกโจชัว หว่อง เป็นเวลา 10 ปี โดยโทษจำคุก 2 เดือนกับ 2 วัน จะให้นับรวมกับโทษในคดีเดิมที่เขากำลังรับอยู่

หว่อง ซึ่งมีอายุครบ 30 ปีเมื่อเดือนที่แล้ว ถูกควบคุมตัวมาเกือบ 6 ปี และก่อนหน้านี้มีกำหนดได้รับการปล่อยตัวในเดือนมกราคมปีหน้า หลังรับโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน ในคดีสมคบกันล้มล้างอำนาจรัฐ แต่ทางการฮ่องกงตั้งข้อหาใหม่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยกล่าวหาว่าเขาร้องขอให้ต่างประเทศและองค์กรต่าง ๆ ใช้มาตรการคว่ำบาตรฮ่องกงและจีน

อัยการระบุว่า หว่องร่วมมือกับนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ รวมถึงนาธาน ลอว์ ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ต่างชาติใช้มาตรการคว่ำบาตรและปิดล้อมจีน โดยกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 หว่องและลอว์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเดโมซิสโต (Demosisto) ซึ่งยุบพรรคไปแล้ว โดยเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง

โจชัว หว่อง เกิดเมื่อเดือนตุลาคม 2539 เป็นบุตรของโรเจอร์ ผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเกรซ แม่บ้าน เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะดิสเล็กเซีย หรือความบกพร่องด้านการอ่านและการเขียนตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้มีปัญหาในการเรียน

อย่างไรก็ตาม หว่องเป็นผู้ที่กล้าท้าทายกฎระเบียบและธรรมเนียมที่เขาเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เขาเคยชักชวนเพื่อนร่วมชั้นประท้วงผ่านเฟซบุ๊กต่อต้านราคาอาหารกลางวันในโรงอาหารที่แพงเกินไป

ในปี 2554 ขณะอายุเพียง 14 ปี หว่องร่วมก่อตั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย Scholarism ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในสังคมฮ่องกง ปีถัดมา กลุ่มดังกล่าวระดมผู้ชุมนุมมากกว่า 100,000 คน ต่อต้านแผนการของฮ่องกงที่จะบังคับใช้หลักสูตร "การศึกษาความรักชาติ" ในโรงเรียน จนทำให้ทางการต้องยอมถอย

หว่องเกิดในช่วง 8 เดือนก่อนฮ่องกงถูกส่งคืนจากอังกฤษให้จีนในปี 2540 และใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตต่อสู้กับข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จีนกำหนดต่อบ้านเกิดของเขา ในปี 2557 หว่องกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกง จากบทบาทแนวหน้าของการเคลื่อนไหวอารยะขัดขืนที่เรียกว่า "ขบวนการร่ม" ในปี 2559 เขาร่วมก่อตั้งพรรคเดโมซิสโตกับนาธาน ลอว์ และแอกเนส โจว นักเคลื่อนไหวซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หว่องเคยแสดงความไม่สบายใจต่อการถูกเรียกว่า "ผู้นำการประท้วง" โดยระบุว่า ขบวนการดังกล่าวมีผู้ประสานงานจำนวนมาก และไม่ได้เป็นการสั่งการจากบนลงล่าง แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีศูนย์กลางการตัดสินใจจากประชาชน

ในปี 2563 พรรคเดโมซิสโตยุบตัวลง หลังจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงและครอบคลุมความผิดด้านความมั่นคงหลายประเภท

นาธาน ลอว์ เดินทางไปอังกฤษและดำเนินกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยจากต่างประเทศ ขณะที่หว่องยังคงอยู่ในฮ่องกง และพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่ถูกตัดสิทธิ โดยทางการอ้างถึงการคัดค้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเขาเป็นเหตุผลหนึ่ง

คดีความของหว่องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เขารับสารภาพหลายข้อหาเกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมการประท้วงบริเวณสำนักงานใหญ่ตำรวจฮ่องกงในปี 2562

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ขณะยังอยู่ในเรือนจำ หว่องเป็นหนึ่งในผู้ถูกตั้งข้อหา “สมคบกันล้มล้างอำนาจรัฐ” ร่วมกับบุคคลอีก 46 คน รวมเป็น 47 คน ซึ่งรู้จักกันในชื่อคดีฮ่องกง 47 และถือเป็นการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกง

ในปี 2567 หว่องและนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอีกหลายสิบคนถูกจำคุกในคดีดังกล่าว โดยผู้ร่วมคดีบางคนได้รับการปล่อยตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังรับโทษครบกำหนด แต่หว่องถือเป็นบุคคลเดียวในกลุ่มดังกล่าวที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถึงสองครั้ง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ข้อหาสมคบกับกองกำลังต่างชาติสะท้อนความหวาดกลัวของทางการต่อผู้เห็นต่างที่มีชื่อเสียง และแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะกักขังบุคคลเหล่านี้ไว้ให้นานที่สุด

ก่อนการพิพากษา ทนายความของหว่องขอให้ศาลลงโทษจำคุกในระยะสั้นกว่า โดยเสนอช่วงโทษ 3 ถึง 10 ปี และให้พิจารณาระยะเวลาที่เขาถูกควบคุมตัวมาแล้ว

ในวันนี้ (5 พ.ย.) หว่องเดินทางถึงศาลในเสื้อแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีกากี และแว่นตากรอบดำ เขาดูผอมลงเมื่อเทียบกับการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งก่อน แต่ยังคงมีท่าทีสงบ พยักหน้าทักทายผู้สนับสนุนและผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี พร้อมจดบันทึกเป็นระยะระหว่างผู้พิพากษาอ่านเหตุผลในการกำหนดโทษ หลังคำพิพากษา หว่องโบกมือและกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนที่รออยู่ โดยมีเสียงตะโกนให้กำลังใจว่า "เราจะรอวันที่คุณได้รับการปล่อยตัว" มีประชาชนหลายสิบคนต่อแถวรอเข้าฟังการพิจารณาคดีเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่ตำรวจจำนวนมากถูกส่งไปประจำการบริเวณด้านนอกศาล

สตีฟ ซาง ผู้อำนวยการสถาบันจีนแห่งมหาวิทยาลัย SOAS ในกรุงลอนดอน กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ปักกิ่งมองหว่องเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของสิ่งที่จีนมองว่าเป็นการกบฏอย่างเปิดเผยในปี 2562 แม้หว่องจะเป็นนักเคลื่อนไหวสายกลางก็ตาม และการลงโทษครั้งนี้จะทำให้เขากลายเป็นตัวอย่างแก่คนอื่น

ซางกล่าวก่อนประกาศคำพิพากษาว่า การลงโทษหว่องจะเป็นสัญญาณว่าปักกิ่งยังคงควบคุมฮ่องกงอย่างเข้มงวด และไม่มีโอกาสกลับไปสู่ยุคที่ผ่อนคลายกว่าเดิมก่อนปี 2562

ด้านหลุยส์ ลี เพื่อนของหว่อง เปิดเผยว่า หว่องยังคงมีพลังและกระตือรือร้นระหว่างอยู่ในเรือนจำ แต่บางครั้งก็รู้สึกวิตกกังวลกับผลการพิพากษา โดยระหว่างการเยี่ยม เขามักดูผิดหวังและถอนหายใจเป็นระยะ ลีระบุว่า ยังมีสิ่งที่ไม่แน่นอนอีกมาก แต่หว่องจำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริง แทนที่จะจมอยู่กับความเศร้าหรือความไม่พอใจ

ขณะที่มาร์กาเร็ต ชาน ผู้สนับสนุนหว่องวัย 61 ปี กล่าวว่า รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งที่ชายหนุ่มผู้โดดเด่นและมีความสามารถมาตั้งแต่วัยเยาว์ ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำอีกยาวนาน และอาจมีอายุเข้าสู่วัยกลางคนแล้วเมื่อได้รับการปล่อยตัว

ทั้งนี้ โทษจำคุกที่รุนแรงที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงจนถึงขณะนี้ เป็นของจิมมี ไหล อดีตเจ้าพ่อสื่อ ซึ่งถูกจำคุก 20 ปีในข้อหาสมคบกับกองกำลังต่างชาติ

นักวิจารณ์กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติระบุว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้เสียงคัดค้านรัฐบาลและการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฮ่องกงถูกปิดกั้น ขณะที่ทางการจีนและฮ่องกงยืนยันว่า กฎหมายนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเมือง พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าบั่นทอนอำนาจปกครองตนเองของฮ่องกง.


ที่มา BBC / AFP