ชัยชนะของเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทำให้ทรัมป์ เผชิญข้อจำกัดทางการเมืองมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ โดยเฉพาะนโยบายการค้าและภาษีที่อาจกระทบเศรษฐกิจเอเชีย รวมถึงท่าทีต่อจีน
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสองสภา ถือเป็นความเสียหายทางการเมืองครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลวอชิงตันในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ โดยเฉพาะประเด็นที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย ทั้งความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน การค้าและภาษี ตลอดจนพันธกรณีด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ผลเลือกตั้งจะทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองในสหรัฐฯ เปลี่ยนไป แต่ยังไม่แน่นอนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายมากน้อยเพียงใด โดยผลกระทบที่ประเทศในเอเชียต้องจับตาแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นสำคัญ
1. เอเชียจับตานโยบายภาษีทรัมป์ เสี่ยงเผชิญแรงกดดันทางการค้าเพิ่ม
สตีเฟน โอลสัน นักวิจัยอาวุโสรับเชิญจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ เตือนว่า เมื่อผ่านพ้นแรงกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอมแล้ว ทรัมป์อาจมีอิสระมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการค้าเชิงรุก รวมถึงการพิจารณาเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากจีนและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
หนึ่งในมาตรการที่ต้องจับตาคือการใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อสอบสวนและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่สหรัฐฯ มองว่ามีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การที่เดโมแครตมีอำนาจในสภาคองเกรสมากขึ้น อาจทำให้สมาชิกสภาจากทั้งสองพรรคกล้าเข้ามาตรวจสอบและคัดค้านนโยบายการค้าของทรัมป์มากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการภาษีที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน
ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จึงหวังว่า สภาคองเกรสชุดใหม่จะช่วยลดผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์ และทำให้วอชิงตันมีท่าทีต่อพันธมิตรที่แน่นอนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นโยบายบางด้านที่มุ่งลดการพึ่งพาจีน โดยเฉพาะการสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ เช่น แร่หายาก ทังสเตน และลิเทียม ยังมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค ทำให้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
2. ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน อาจเผชิญแรงกดดัน แม้ทรัมป์ต้องการรักษาเสถียรภาพ
อีกประเด็นที่เอเชียต้องจับตาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งอาจเผชิญความซับซ้อนมากขึ้น หลังเดโมแครตเข้ามามีอำนาจในสภาคองเกรส
เอเดรียน อัง นักวิจัยจากสถาบัน S. Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ มองว่า สภาคองเกรสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเดโมแครตอาจมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนมากกว่าตัวทรัมป์เอง โดยอาจผลักดันมาตรการคุมเข้มการค้าและเทคโนโลยี รวมถึงตรวจสอบกรณีการส่งมอบอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งล่าช้าอยู่ในขณะนี้
นอกจากนี้ สมาชิกสภาเดโมแครตยังอาจใช้กลไกการตรวจสอบ เรียกเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาให้ข้อมูล และกำหนดเงื่อนไขการใช้งบประมาณด้านกลาโหม เพื่อขัดขวางการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรจีนบางส่วนของรัฐบาลทรัมป์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นโยบายสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐฯ ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างมีจุดยืนสนับสนุนไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่จีนส่งสัญญาณต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับสหรัฐฯ โดยเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นกิจการภายในของสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าจีนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงที่ผู้นำทั้งสองประเทศเคยเห็นพ้องกัน และจัดการความเห็นต่างอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เสถียรภาพในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนขณะนี้เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อจำกัดและจุดอ่อนที่ต้องคำนึงถึง หากสหรัฐฯ เดินหน้าใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่ปักกิ่งจะตอบโต้กลับ
การพบกันระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นอกรอบการประชุมเอเปกที่เมืองเซินเจิ้น จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่จะสะท้อนทิศทางความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ ขณะที่ทรัมป์มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงมะนิลาในสัปดาห์หน้า
3. ความมั่นคงในเอเชียยังไม่เปลี่ยนทิศ แม้เดโมแครตคุมสภา
สำหรับด้านความมั่นคง นักวิเคราะห์เตือนว่า ประเทศในเอเชียและอาเซียนไม่ควรคาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายต่างประเทศหรือพันธกรณีด้านการทหารของสหรัฐฯ เพียงเพราะเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
ชอง จา เอียน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า แม้ผลการเลือกตั้งจะถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวดวงการเมืองภายในสหรัฐฯ แต่สำหรับอาเซียนแล้ว อาจส่งผลให้รัฐบาลวอชิงตันปรับท่าทีบางเรื่อง ทั้งการค้า การใช้กำลังทางทหาร และการทูต แต่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบายพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมไม่ได้เปลี่ยนตัวประธานาธิบดี โดยทรัมป์ยังคงมีอำนาจกว้างขวางในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ การใช้กำลังทางทหาร และมาตรการภาษี ขณะที่สภาคองเกรสมีอำนาจตรวจสอบและควบคุมงบประมาณ แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการตัดสินใจของประธานาธิบดีได้ทั้งหมด
การจะจำกัดอำนาจประธานาธิบดีอย่างจริงจังอาจต้องอาศัยสถานการณ์พิเศษ เช่น กระบวนการถอดถอน หรือประเด็นที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งสองพรรค
นอกจากนี้ หากเดโมแครตไม่มีเสียงสนับสนุนถึงสองในสามของทั้งสองสภา ก็จะไม่สามารถลบล้างการใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายหรือวีโต้ของประธานาธิบดีได้ ทำให้การจำกัดอำนาจทรัมป์ยังเป็นเรื่องยาก หากสมาชิกพรรครีพับลิกันยังคงสนับสนุนเขาเป็นส่วนใหญ่
จับตาทรัมป์เดินเกมเอเชีย ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในประเทศ
โดยสรุป ชัยชนะของเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมอาจทำให้ทรัมป์เผชิญแรงตรวจสอบและแรงต้านทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายภาษีและมาตรการต่อจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม อำนาจด้านการต่างประเทศและการทูตยังคงอยู่ในมือทำเนียบขาวเป็นหลัก ทำให้ทิศทางนโยบายสำคัญของสหรัฐฯ ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์เป็นสำคัญ
สิ่งที่ประเทศในเอเชียต้องจับตาต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงผลสะเทือนทางการเมืองในวอชิงตัน แต่รวมถึงการที่ทรัมป์จะใช้เวทีการประชุมอาเซียนและการพบปะกับผู้นำจีน เพื่อส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้า การแข่งขันกับจีน และบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก.
ที่มา : channelnewsasia
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ