ธนาคารเลือดของฝรั่งเศสถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ระบบห้องเย็นเก็บเลือดบริจาคทำงานผิดปกติ แต่เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบและแก้ไขได้ทัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 พ.ย. 2569 ว่า สถาบันโลหิตแห่งชาติฝรั่งเศส (EFS) เปิดเผยว่า ห้องเย็นจัดเก็บเลือดบริจาคสำหรับใช้ในทางการแพทย์ถูกผู้ไม่หวังดีโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลให้อุณหภูมิตู้แช่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นและเข้ามาแก้ไขทัน ทำให้ ไม่มีเลือดบริจาคเสียหาย และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะนี้ ระบบตู้แช่แข็งในหลายประเทศทั่วยุโรป ถูกแฮกระบบจนทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูง สินค้าเน่าเสียมูลค่ามหาศาล
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ และมักเลือกปรับอุณหภูมิในช่วงกลางคืนเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด แสดงถึงการวางแผน การค้นหา IP Address และการประสานงานกันมาอย่างดี
บริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ใช้ “Honeypot” หรือ ระบบล่อแฮกเกอร์ พบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมุ่งเป้าหมายเฉพาะตู้แช่แข็งในยุโรปเท่านั้น ยังไม่พบว่ามีการโจมตีในภูมิภาคอื่น แม้กระทั่งระบบล่อในยูเครนก็ยังไม่ถูกแตะต้อง”
กลุ่มแฮกเกอร์รัสเซียอย่าง NoName057(16) และ Z-Pentest Alliance อ้างว่าเป็นผู้แฮกระบบควบคุมของ “ดันฟอส” (Danfoss) บริษัทระบบทำความเย็นของเดนมาร์ก แต่ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการแอบอ้างมากกว่า เพราะไม่ตรงกับวิธีการที่ทั้งสองกลุ่มเคยใช้
บริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ Sekoia ของฝรั่งเศส ระบุว่า ลักษณะการโจมตีสอดคล้องกับพฤติกรรมของแฮกเกอร์รัสเซียหรือรัฐบาลรัสเซียที่ถูกกล่าวหาเรื่อง “สงครามไฮบริด” ในยุโรป แต่ขณะเดียวกันก็ชี้เบาะแสไปที่แฮกเกอร์ฝั่งรัฐบาลอิหร่านด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจาก อิหร่านมีประวัติเคยโจมตีระบบควบคุมอุตสาหกรรมในลักษณะเดียวกันนี้กับซูเปอร์มาร์เก็ตในอิสราเอลมาแล้วเมื่อปี 2565 และตู้แช่ในฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 6 แห่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ทางการในหลายประเทศกำลังเร่งสืบสวนและเตือนภัยไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตและหน่วยงานต่างๆ โดยปัจจุบัน ยังไม่มีการยืนยันระบุตัวตนของผู้ลงมืออย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ตัดความเป็นไปได้ใดๆ ว่าคนร้ายเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ระดับรัฐบาล, กลุ่มที่ก่อเหตุเลียนแบบเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งอาจเป็นเพียงกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อกวนออนไลน์ก็ตาม
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc