ผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่จัดเมื่อวันอังคารที่ 3 พ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ออกมาตามความคาดหมายคือ พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะอย่างท่วมท้น ได้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ในขณะที่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรครีพับลิกัน ถูกมองว่าเป็นการส่งเสียงของชาวอเมริกันเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ หวนกลับไปทำสงครามในตะวันออกกลางอีกครั้ง จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของชาวอเมริกัน

สำนักข่าว บีบีซี (BBC) วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้รีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จนต้องเสียเก้าอี้ในสภาไปเป็นจำนวนมาก เอาไว้ 5 ข้อดังนี้


1. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วสหรัฐฯ ต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายในการซื้อสิ่งของจำเป็นที่พุ่งสูงขึ้น และกระแสความโกรธเคืองนั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในรัฐที่มีการแข่งขันสูง

“ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทุกอย่างขึ้นราคาหมด” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐนอร์ทแคโรไลนากล่าวกับ BBC ก่อนการเลือกตั้ง พร้อมเสริมว่าเธอตัดสินใจเปลี่ยนมาลงคะแนนให้พรรคเดโมแครตแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้

อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นถึง 3.7% เมื่อคิดเป็นรายปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากรัฐบาลชี้ว่า ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเฉลี่ยของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนตุลาคมเพิ่มกลับไปจนเกือบจะแตะระดับสถิติสูงสุดที่ 6.52 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเคยบันทึกไว้ในเดือนกันยายน

ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกือบ 8 ใน 10 คน (79%) กล่าวว่าภาวะเงินเฟ้อสร้างความยากลำบากอย่างรุนแรงหรือปานกลางให้กับตนเองและครอบครัวในช่วงปีที่ผ่านมา และมากกว่า 6 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามโทษว่าเป็นผลมาจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์


2.ประชาชนไม่สนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นคือสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้เปิดฉากโจมตีในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สายสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันที

นับตั้งแต่นั้นมา ชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ปั๊มน้ำมันมาโดยตลอด และสงครามครั้งนี้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่ โดยประมาณ 6 ใน 10 คน (63%) ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจผิดพลาดที่ใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่าน

ขณะที่ชาวรีพับลิกันกลุ่ม MAGA ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายทรัมป์โดยตรง ก็รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เนื่องจากทรัมป์เคยสัญญาว่าจะไม่มีสงครามอีกต่อไป

นอกจากนี้ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (74%) ระบุว่าความขัดแย้งนี้เป็นปัจจัยสำคัญหรือปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพวกเขา ในการลงคะแนนเลือกตั้งรัฐสภา

แม้แต่ตัวนายทรัมป์เองก็ยอมรับในช่วงเช้าหลังวันเลือกตั้งว่า สงครามมีส่วนต่อความพ่ายแพ้ แต่ยังคงยืนยันในการให้สัมภาษณ์กับ ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าแทรกแซงเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์


3.การสื่อสารอย่างมีระบบระเบียบของพรรคเดโมแครต

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเดโมแครตได้รับกระแสความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยส่วนหนึ่งมาจากการสื่อสารที่ผ่านการคิดรวบรวมข้อมูลมาอย่างดีของบรรดาผู้สมัคร ซึ่งแสดงออกถึงความจริงใจและเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ฐานเสียงหลักดั้งเดิมของพรรครีพับลิกัน

อดีตครูอย่าง เจมส์ ทาลาริโก และ อดัม แฮมิลตัน ผู้เป็นศิษยาภิบาล พูดถึงความเชื่อทางศาสนาของตนในรูปแบบที่เข้าถึงใจผู้คนในรัฐเท็กซัสและรัฐแคนซัส

ส่วนที่เซาท์แคโรไลนา แอนนี แอนดรูว์ส พลิกล็อกเอาชนะคู่แข่งจากพรรครีพับลิกันไปได้ โดยเธอในฐานะอดีตกุมารแพทย์ สามารถสื่อสารเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขได้ถึงใจผู้คนจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจเรื่องความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขในประเทศ

ขณะที่นายอับดุล เอล-ซาเยด อดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คว้าชัยชนะในรัฐมิชิแกนและรักษาเก้าอี้ของพรรคเดโมแครตไว้ได้ ด้วยสโลแกนหลักคือ “เอาเงินออกจากการเมือง เอาเงินเข้ากระเป๋าคุณ”

ด้านนายจอน ออสซอฟฟ์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตวัยเพียง 39 ปี ยกเรื่องค่าครองชีพและการทุจริตขึ้นเป็นประเด็นหลัก และชนะการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียอีกสมัย ทั้งนี้ก่อนหน้านี้รีพับลิกันเคยชนะอย่างต่อเนื่อง จุดกระแสข่าวลือว่า นายออสซอฟฟ์อาจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2571

ในทางกลับกัน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันบางคน เช่น เคน แพกซ์ตันในรัฐเท็กซัส ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดำเนินแคมเปญหาเสียงได้ไม่ดีพอ และไม่ได้มุ่งเน้นไปยังเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกังวลมากนัก


4.ความนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์ถ่วงพรรครีพับลิกัน

ประเด็นปัญหาสองเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่พอใจมากที่สุด ได้แก่ ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นและสงครามอิหร่าน ซึ่งต่างก็มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

คะแนนความนิยมของเขาลดลงแม้กระทั่งในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเอง ทำให้หลายรัฐที่เคยให้การสนับสนุนเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2567 เสี่ยงที่จะเปลี่ยนฝั่ง ซึ่งนายทรัมป์พยายามปลุกเร้าผู้สนับสนุนของตน ด้วยการกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจินตนาการว่า มีชื่อของเขาอยู่บนบัตรเลือกตั้ง

แต่หลังจากใช้เวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษในการเป็นศูนย์กลางของการเมืองสหรัฐฯ บางคนมองว่าผลลัพธ์เหล่านี้คือหลักฐานที่แสดงว่าความรุ่งโรจน์ใน “แบรนด์” ของทรัมป์ อาจเริ่มเสื่อมคลายลงแล้ว

ท่ามกลางความโกรธเคืองที่เพิ่มสูงขึ้น การทำให้ตัวเองกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการหาเสียงของพรรครีพับลิกันนับเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและดูเหมือนว่าจะส่งผลในทางตรงกันข้าม

ในช่วงหลายเดือนก่อนการลงคะแนน ผลโพลบ่งชี้ว่าชาวอเมริกันจำนวนมากต้องการให้ทรัมป์มุ่งความสนใจไปที่เรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นให้มากกว่านี้ แต่ในการปราศรัยหาเสียงครั้งสุดท้ายที่วอชิงตัน ดี.ซี. ในวันจันทร์ เขากลับใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงไปกับการพูดถึงโครงการสระน้ำสะท้อนแสงของตนเอง


5.ชาวฮิสแปนิกและคนดำกลับมาหนุนเดโมแครตอีกครั้ง

เมื่อ 2 ปีก่อน การย้ายฝั่งหันมาสนับสนุนพรรครีพับลิกันของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวฮิสแปนิกและคนผิวดำบางส่วน เคยช่วยให้ทรัมป์คว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ สถานการณ์กลับตรงกันข้าม

พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮิสแปนิกได้ถึง 3 เขต บริเวณชายแดนเทกซัส-เม็กซิโก

จากการวิเคราะห์ของ นิวยอร์กไทม์ส (New York Times) พบว่า ในเขตปกครอง หรือ เคาน์ตี ต่างๆ ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮิสแปนิก ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัคร สว.จากรีพับลิกันลดลงมากกว่า 22% เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2567

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความโกรธเคืองอย่างกว้างขวางต่อการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง โดยผลสำรวจจากศูนย์วิจัย “พิว” (Pew) ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (56%) มีความคิดเห็นในทางลบต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE)

นอกจากนี้ ในเขตที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ ก็หันไปสนับสนุนผู้สมัครวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc