รัฐบาลอินโดนีเซียชี้ พล.ต.อ. ลิสตีโย ซีกิต ปราโบโว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกจับกุมในคดีดักฟังโทรศัพท์ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต และบุคคลสำคัญหลายฝ่าย อาจเข้าข่ายความผิดฐานกบฏ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่รัฐบาลเตรียมปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี
รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า พลตำรวจเอก ลิสตีโย ซีกิต ปราโบโว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานกบฏ จากกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดักฟังโทรศัพท์ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง นักการเมือง นักข่าว องค์กรภาคประชาสังคม และนักธุรกิจ โดยเจ้าหน้าที่จับกุมเขาพร้อมนายตำรวจระดับสูงอีก 2 นาย เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา
ปราเซตโย ฮาดี โฆษกประธานาธิบดี เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดที่เกี่ยวข้องกับการกบฏ เนื่องจากเป็นการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ รวมถึงเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้นำประเทศ
เขาระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีปราโบโวแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีนี้ เนื่องจากข้อมูลการติดต่อสื่อสารของผู้นำประเทศมีความละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้
สำนักงานสอบสวนคดีอาญาแห่งชาติของตำรวจอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 นายถูกกล่าวหาว่าดักฟังการสื่อสารทางโทรศัพท์ในช่วงปี 2025-2026 โดยนำหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลเป้าหมายเข้าสู่ระบบบริหารจัดการการดักรับข้อมูลการสื่อสารของตำรวจ ทั้งที่ไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมาย และไม่ได้ดำเนินการภายใต้กระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย
อาเซป ซาฟรูดิน หัวหน้าสำนักงานสอบสวนคดีอาญาแห่งชาติ ระบุว่า การดักฟังดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และในเดือนตุลาคม 2026 ผู้ต้องสงสัยยังถูกกล่าวหาว่าลบข้อมูลบันทึกการดักฟังเพื่อปกปิดร่องรอย ก่อนที่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งทราบเรื่องจะเข้าแจ้งเบาะแสต่อสำนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม
ผู้ต้องสงสัยอีก 2 นาย ได้แก่ อาห์รี ซอนตา และเอโก ฮาดี ซานโตโซ ซึ่งต่างดำรงตำแหน่งนายตำรวจระดับพลตำรวจตรี
ทั้งสามถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายว่าด้วยข้อมูลและธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในความผิดเกี่ยวกับการดักฟังโดยไม่ได้รับอนุญาต การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ และการลบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้อหาทั้งหมดมีโทษจำคุกรวมสูงสุดถึง 24 ปี ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานกักกันภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในกรุงจาการ์ตา
ภายหลังการจับกุม รัฐบาลเตรียมออกคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อปลดพลตำรวจเอกลิสตีโยออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี ซึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2021
ระหว่างรอการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งถาวร รัฐบาลได้แต่งตั้งพลโทอาร์โย วินดูโตโม นายทหารระดับสูงของกองทัพบก ให้ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี
ปราเซตโยระบุว่า รัฐบาลได้ประสานงานกับพลตำรวจเอกซูยูดี อาริโอ เซโต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการประชาชนและการปฏิบัติงานของตำรวจจะดำเนินต่อไปได้ตามปกติ แม้จะมีการสอบสวนคดีดังกล่าว
ด้านนายยุสริล อิห์ซา มาเฮนดรา รัฐมนตรีประสานงานด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน การเข้าเมือง และราชทัณฑ์ ระบุว่า จนถึงขณะนี้การสอบสวนยังไม่พบหลักฐานว่าการดักฟังเกี่ยวข้องกับความพยายามโค่นล้มรัฐบาล
เขากล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าผู้ต้องสงสัยดักฟังการสนทนาเรื่องใด หรือมีวัตถุประสงค์อะไร เนื่องจากการสอบสวนยังดำเนินอยู่ พร้อมระบุว่าประธานาธิบดีได้รับทราบเรื่องแล้ว และสั่งการให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย
รัฐบาลยังเตรียมทบทวนการทำงานของหน่วยงานรัฐหลายแห่งที่มีอำนาจและอุปกรณ์สำหรับดักรับข้อมูลการสื่อสาร โดยย้ำว่าการดักฟังต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายเท่านั้น หากมีการใช้อำนาจนอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต จะถือเป็นความผิดร้ายแรง
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีปราโบโวกำลังเผชิญแรงกดดันจากการบริหารเศรษฐกิจและปัญหาไฟป่ารุนแรงในประเทศ โดยก่อนหน้านี้เขาได้ปรับคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 7 เมื่อเดือนที่ผ่านมา และแต่งตั้งอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรายนี้ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในทำเนียบประธานาธิบดี.
ที่มา JAKARTA GLOBE / The Jakarta Post / The Straits Times