จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียในยูเครนตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 38 ศพแล้ว ก่อนที่ผู้แทนจากรัสเซีย, ยูเครน และสหรัฐฯ จะร่วมประชุม 3 ฝ่ายในสัปดาห์หน้า
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตหลังจากรัสเซียโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่พลเรือนหลายแห่งในยูเครน ทั้งศูนย์กระจายความช่วยเหลือ, ศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และโรงพยาบาล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 38 ศพแล้ว และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย
รัสเซียทิ้งระเบิดร่อน (Glide Bomb) ขนาด 3,000 กก. จำนวน 9 ลูก โจมตีใส่โรงเรียนที่ใช้เป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่หมู่บ้าน โคมีชูวาคา ในแคว้นซาโปริชเชีย ขณะที่ประชาชนมารับมอบสิ่งของ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 33 ศพ และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่ถล่มลงมาอีกกว่า 50 ราย
ส่วนที่เมืองดนีโปร ขีปนาวุธรัสเซียทำลายสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทำให้ต้องเร่งย้ายผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้ายเกือบ 50 คนไปยังสถานที่อื่น นอกจากนี้ การโจมตีอีกจุดในเมืองยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บ 18 รายด้วย
ขณะเดียวกัน รัสเซียโจมตีโรงพยาบาลในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ นอกจากนั้น มอสโกยังโจมตีระบบพลังงานใน 9 แคว้นของยูเครน ส่งผลให้กรุงเคียฟถูกตัดระบบประปาทั้งหมดและต้องระงับการให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินชั่วคราว
กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า เป้าหมายการโจมตีคือหน่วยงานทางทหารของยูเครน และทหาร 25 นาย ทว่ารายงานจากสื่อและคณะผู้ตรวจสอบสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ไม่มีหลักฐานว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้โดยกองทัพ และการโจมตีนี้ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
ด้านนาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนระบุว่า การโจมตีครั้งนี้คือคำตอบของมอสโก หลังจากยูเครนเสนอให้ขยายเวลาการหยุดยิงในแคว้นเคอร์ซอน พร้อมชี้ว่าแม้การสู้รบในพื้นที่แนวหน้าทางบกจะทรงตัว แต่ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนกำลังอยู่ในขั้นวิกฤตเนื่องจากขาดแคลนยุทโธปกรณ์และขีปนาวุธจากชาติตะวันตก
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นก่อนที่ ผู้แทนจากรัสเซีย, ยูเครน และสหรัฐฯ จะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่ายที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 10-11 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นการพบกันสามฝ่ายครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
ขณะเดียวกัน เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพต้อนรับตัวแทนจากรัสเซียและยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดี หลังจากที่เธอมีบทบาทในการช่วยเจรจาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในเมืองโอเลชกี ในแคว้นเคอร์ซอนเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้สามารถอพยพประชาชนออกมาได้สำเร็จ
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc


