แม้หน่วยเลือกตั้งในสหรัฐฯ จะปิดหีบแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทราบผลแพ้ชนะในทันที เพราะยังมีบัตรเลือกตั้งอีกจำนวนมากที่ต้องตรวจสอบและนับคะแนน โดยเฉพาะบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์
ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพการรายงานผลคะแนนที่เริ่มขึ้นทันทีหลังปิดหีบ แต่ในความเป็นจริง การปิดหน่วยเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าการนับคะแนนทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว และอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันกว่าจะทราบว่าผู้สมัครคนใดเป็นฝ่ายชนะอย่างชัดเจน
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ลงคะแนนเฉพาะที่หน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังมีผู้ลงคะแนนล่วงหน้าและลงคะแนนทางไปรษณีย์ด้วย
บัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบก่อนนับคะแนน เช่น ตรวจสอบข้อมูลผู้ลงคะแนนและซองบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐนั้น ๆ ก่อนนำบัตรเข้าสู่กระบวนการนับคะแนน ซึ่งบางรัฐอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจสอบหรือเตรียมบัตรเหล่านี้ล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้ง แต่บางรัฐต้องรอจนถึงวันเลือกตั้งหรือหลังปิดหีบ จึงทำให้ระยะเวลาในการประกาศผลแตกต่างกันไป
โดยสหรัฐฯ ไม่มีขั้นตอนการนับคะแนนแบบเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ แต่ละรัฐกำหนดวิธีจัดการบัตรเลือกตั้งและช่วงเวลาที่เริ่มนับคะแนนแตกต่างกัน บางแห่งสามารถเริ่มนับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ได้ก่อนวันเลือกตั้ง ขณะที่บางแห่งต้องรอให้ถึงวันเลือกตั้งก่อน
นอกจากนี้ ยังมีกรณีบัตรเลือกตั้งที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์หรือมีข้อผิดพลาด ซึ่งอาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติม หรือเปิดโอกาสให้ผู้ลงคะแนนแก้ไขข้อมูลตามกฎของรัฐนั้น ๆ ก่อนนำคะแนนมารวมด้วย
ในคืนวันเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ภาพที่คุ้นตาคือสำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Associated Press (AP) จะเริ่มประกาศผลคาดการณ์หรือ "เคาะ" รายชื่อผู้ชนะ โดยอาศัยข้อมูลผลคะแนนบางส่วนจากหน่วยเลือกตั้งท้องถิ่นควบคู่กับแบบจำลองทางสถิติ
ทว่าการคาดการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ หากการแข่งขันมีคะแนนสูสีกันมาก สื่ออาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล้าฟันธง และในความเป็นจริง กระบวนการรับรองผลอย่างเป็นทางการต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์
เจาะลึกขั้นตอน ทำไมผลคะแนนถึงล่าช้า?
- บัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์มีขั้นตอนซับซ้อน: เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกซองที่ส่งกลับมา ตรวจสอบและเทียบเคียงลายมือชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกับฐานข้อมูลในระบบ เพื่อป้องกันการลงคะแนนซ้ำซ้อน เมื่อผ่านการคัดกรองความถูกต้องแล้วเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงจะสามารถเปิดซองและนำบัตรไปเข้าเครื่องสแกนนับคะแนนได้
- กฎหมายแต่ละรัฐไม่อนุญาตให้นับล่วงหน้าพร้อมกัน: ราวครึ่งหนึ่งของรัฐในสหรัฐฯ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เริ่มคัดกรองและประมวลผลบัตรทางไปรษณีย์ล่วงหน้าได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ทำให้สามารถรายงานคะแนนได้ทันทีหลังปิดหีบ แต่ในรัฐสมรภูมิสำคัญอย่างเพนซิลเวเนียและวิสคอนซิน กฎหมายไม่อนุญาตให้เปิดซองบัตรไปรษณีย์จนกว่าจะถึงเช้าวันเลือกตั้งจริง
- บัตรที่ส่งมาหลังวันเลือกตั้งยังคงนับได้: ในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย บัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ยังคงมีผลสมบูรณ์หากประทับตราไปรษณีย์ภายในวันเลือกตั้งและส่งมาถึงภายใน 7 วัน ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยืนยันในเดือนมิถุนายนว่า รัฐต่างๆ มีอำนาจนับบัตรที่มาถึงหลังวันเลือกตั้งได้ตามกรอบกฎหมายดังกล่าว
- สิทธิในการแก้ไขข้อผิดพลาด (Ballot Curing): บางรัฐให้โอกาสผู้มีสิทธิเลือกตั้งแก้ไขเอกสาร เช่น รัฐแอริโซนา หากลายมือชื่อบนซองมีข้อสงสัยหรือไม่ตรงกับระบบ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีเวลาสูงสุดถึง 5 วันหลังการเลือกตั้งเพื่อยืนยันหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
- ระบบเลือกตั้งที่ต้องนับคะแนนหลายรอบ: รัฐเมนและอะแลสกา ซึ่งมีการแข่งขันชิงเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อย่างดุเดือด ใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดลำดับความชอบ (Ranked-Choice Voting) หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง จะต้องนำบัตรมาประมวลผลในรอบถัดไปตามลำดับความชอบที่ผู้ลงคะแนนเลือกไว้ ส่วนรัฐจอร์เจีย หากไม่มีผู้สมัครรายใดได้คะแนนเกิน 50% การเลือกตั้งจะต้องเข้าสู่รอบชี้ขาด (Run-off) ซึ่งอาจทำให้ผลการเลือกตั้งลากยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม
ปรากฏการณ์ "ภาพลวงตาสีแดง" (Red Mirage)
ลำดับการนับคะแนนในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างความผันผวนของตัวเลขได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันมักนิยมเดินทางมาใช้สิทธิด้วยตัวเองในวันเลือกตั้ง ขณะที่บัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ซึ่งมักถูกนำมานับในภายหลัง มักมีสัดส่วนสนับสนุนพรรคเดโมแครตสูงกว่า
ผลลัพธ์คือ คะแนนช่วงแรกอาจแสดงให้เห็นว่าพรรครีพับลิกันมีคะแนนนำโด่ง ก่อนที่ฝั่งเดโมแครตจะค่อยๆ ตีตื้นและพลิกกลับมานำในภายหลัง ซึ่งนักวิเคราะห์เรียกรูปแบบนี้ว่า "ภาพลวงตาสีแดง" (Red Mirage) ความล่าช้านี้เคยถูกโดนัลด์ ทรัมป์ หยิบยกมาโจมตีโดยไร้หลักฐานรองรับ โดยกล่าวหาว่าพรรคเดโมแครตพยายามขโมยการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งขั้นต้นของแคลิฟอร์เนียเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ภาพรวมการเมืองและประเด็นชี้ชะตาศึกกลางเทอม
ดุลอำนาจสุดท้ายในสภาคองเกรสอาจไม่ชัดเจนในทันที รัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีเก้าอี้ ส.ส. แข่งขันสูงหลายเขต กำหนดเส้นตายให้แต่ละเคาน์ตีรับรองผลการเลือกตั้งได้จนถึงวันที่ 3 ธันวาคม ขณะที่ NPR รายงานว่า หากการแข่งขัน ส.ว. ในรัฐอะแลสกามีคะแนนสูสี คนทั้งประเทศอาจต้องรอนานหลายสัปดาห์กว่าจะรู้ว่าพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
สำหรับประเด็นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ ได้แก่:
ค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อ: โพลของ Reuters/Ipsos ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้ราว 1 ใน 2 คน มองว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าที่อยู่อาศัย
กำแพงภาษีนำเข้า (Tariffs): นโยบายเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์กลายเป็นประเด็นร้อน โดยมูลนิธิ National Taxpayers Union Foundation ประเมินว่าจะสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนอเมริกันเฉลี่ย 820 ดอลลาร์ในปีนี้ ฝั่งเดโมแครตชี้ว่าภาษีนี้เป็นต้นเหตุของสินค้าราคาแพง ขณะที่รีพับลิกันออกโฆษณาตอบโต้ว่าเดโมแครตเข้าข้างจีนมากกว่าแรงงานอเมริกัน
ปัญหาคนเข้าเมือง: โพลจาก Fox News สะท้อนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้วางใจพรรครีพับลิกันมากกว่าในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดน แต่ในขณะเดียวกัน 59% มองว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ดำเนินมาตรการเนรเทศเชิงรุกหนักเกินไป
การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ (Redistricting): แม้ปกติจะมีการขีดเส้นเขตเลือกตั้งใหม่ทุกๆ 10 ปีหลังการสำรวจสำมะโนประชากร แต่การผลักดันของทรัมป์ในรัฐเท็กซัสทำให้เกิดการแบ่งเขตใหม่กลางทศวรรษใน 10 รัฐ ซึ่ง NBC News เคยวิเคราะห์ว่าอาจช่วยให้รีพับลิกันได้เปรียบเพิ่มถึง 16 ที่นั่ง ขณะที่เดโมแครตได้ 6 ที่นั่ง แต่องค์กรวิเคราะห์ข้อมูล Decision Desk HQ ประเมินว่ากระแสความนิยมทั่วประเทศของเดโมแครตอาจช่วยหักล้างความได้เปรียบดังกล่าวได้
สถานการณ์ล่าสุดจากผลสำรวจ Generic Ballot (PollCheck ณ วันที่ 27 ตุลาคม) ระบุว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำรีพับลิกันอยู่ประมาณ 8.7 จุด ขณะที่คะแนนความนิยมของทรัมป์จากผลสำรวจ Reuters/Ipsos ในวันเดียวกันอยู่ที่ 32%.
ที่มา : SCMP
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ