ทางการรัฐนิวยอร์กยืนยันเด็กในเขตลูอิสเคาน์ตี้ เสียชีวิตจากโรคหัด ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รายแรกของรัฐในรอบกว่า 30 ปี ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญการกลับมาระบาดของโรคหัดครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศแล้วกว่า 4,800 คน และรัฐเพนซิลเวเนียได้รับผลกระทบหนักที่สุด

สำนักงานสาธารณสุขรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เด็กคนหนึ่งในเขตลูอิสเคาน์ตี้ เสียชีวิตจากโรคหัดที่เชื่อมโยงกับการระบาดซึ่งยังคงดำเนินอยู่ นับเป็นการเสียชีวิตจากโรคหัดรายแรกที่มีการยืนยันในรัฐนิวยอร์กในรอบกว่า 30 ปี

แคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิต โดยระบุว่า ในฐานะแม่และคุณยาย เธอไม่อาจจินตนาการได้ว่าครอบครัวกำลังเผชิญกับความสูญเสียอย่างไร พร้อมส่งกำลังใจให้ทุกคนที่รู้จักและรักเด็กคนดังกล่าว และย้ำว่าโรคหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายมาก การฉีดวัคซีนยังคงเป็นวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพที่สุด

โฮชุลระบุด้วยว่า การเสียชีวิตครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น เมื่อความพยายามในการป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนถูกบั่นทอนลง

สำนักงานสาธารณสุขรัฐนิวยอร์กและหน่วยงานสาธารณสุขเขตลูอิสเคาน์ตี้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมขอให้ประชาชนเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย และเรียกร้องให้ชาวนิวยอร์กตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของตนเองให้ครบถ้วน โดยย้ำว่าโรคหัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้ ขณะที่วัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โฮคุลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านภัยพิบัติทั่วรัฐ เพื่อรับมือการระบาดของโรคหัดในหลายพื้นที่ของรัฐนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียง ข้อมูล ณ วันที่ 24 ตุลาคม ระบุว่า รัฐนิวยอร์กพบผู้ติดเชื้อสะสม 178 คน แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในพื้นที่นอกนครนิวยอร์ก 170 คน และในนครนิวยอร์ก 8 คน ส่วนเขตลูอิสรายงานผู้ติดเชื้อ 15 คน ณ วันที่ 14 ตุลาคม โดยผู้ติดเชื้อทั้งหมดไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR)

สำนักงานสาธารณสุขรัฐนิวยอร์กระบุว่า ได้เสนอทรัพยากรและความช่วยเหลือแก่เขตลูอิส ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ชุมชนและสนับสนุนการฉีดวัคซีนในพื้นที่ เพื่อรับมือกับกรณีผู้เสียชีวิตครั้งนี้ รวมถึงช่วยเหลือเขตต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญการระบาดอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ โฮชุลเคยกล่าวเมื่อเดือนตุลาคมว่า รัฐนิวยอร์กจะขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางเพื่อควบคุมการระบาด แต่ไม่ได้ยืนยันว่าได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการเพื่อขอให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (ซีดีซี) ส่งทีมปฏิบัติการด้านระบาดวิทยา เข้ามาช่วยเหลือแล้วหรือไม่

ด้านกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ (HHS) ระบุว่า ตามคำร้องขอของรัฐนิวยอร์ก ซีดีซีได้ส่งนักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐแล้ว โดยให้การสนับสนุนด้านการเฝ้าระวังโรค การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และมาตรการรับมือการระบาดในด้านอื่น ๆ

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญการกลับมาระบาดของโรคหัดครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยซีดีซีรายงานพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วประเทศแล้ว 3 คนในปีนี้ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าการเสียชีวิตเกิดขึ้นในรัฐใดบ้าง ขณะที่รัฐเพนซิลเวเนียเป็นศูนย์กลางการระบาดของปีนี้ โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 1,433 คน และมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคหัด 5 คน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่รายงานโดยหน่วยงานต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน หลังจากซีดีซีเปลี่ยนแนวทางติดตามการเสียชีวิตจากโรคหัด โดยหันไปใช้ข้อมูลการเสียชีวิตของศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ (NCHS) แทนการอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงานสาธารณสุขของแต่ละรัฐเหมือนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ

ข้อมูลของซีดีซีระบุว่า ปีนี้มีผู้ติดเชื้อโรคหัดทั่วสหรัฐฯ มากกว่า 4,800 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 และมากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย

นอกจากนี้ องค์การอนามัยแพนอเมริกัน ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคขององค์การอนามัยโลก มีกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการติดตามและทบทวนสถานะการกำจัดโรคหัดในภูมิภาคในสัปดาห์หน้า โดยมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า สหรัฐฯ อาจสูญเสียสถานะประเทศที่กำจัดโรคหัดได้แล้ว ซึ่งรักษาไว้ตั้งแต่ปี 2000

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่เชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ กับอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง แม้ในบางพื้นที่จะพบว่าการระบาดที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนหันมารับวัคซีนมากขึ้นก็ตาม

ซีดีซีแนะนำให้เด็กได้รับวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ 2 เข็ม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดได้ประมาณร้อยละ 97 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการสำรวจการได้รับวัคซีนแห่งชาติของซีดีซีระบุว่า ในปี 2024 เด็กอายุ 3 ปีในสหรัฐฯ ร้อยละ 93 ได้รับวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์อย่างน้อย 1 เข็ม ซึ่งต่ำกว่าระดับร้อยละ 95 ที่จำเป็นต่อการป้องกันการระบาดของโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่าย แต่ในปี 2025 อัตราการได้รับวัคซีนในเด็กวัยเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 97 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหรัฐฯ พบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากซีดีซียังระบุว่า โดยทั่วไปผู้ติดเชื้อโรคหัดที่ไม่ได้รับวัคซีนประมาณ 1 ใน 5 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่เด็กที่ติดเชื้อประมาณ 1 ใน 20 คนจะเกิดภาวะปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัดที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก และเด็กประมาณ 1 ใน 1,000 คนอาจเกิดภาวะสมองอักเสบหรือสมองบวม

โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับท่าทีต่อการระบาดของโรคหัด รวมถึงการกล่าวถึงประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันจากวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ในลักษณะที่ถูกมองว่าเป็นการลดทอนความสำคัญ ขณะที่การเสียชีวิตในรัฐเพนซิลเวเนียทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างเคนเนดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เคยกล่าวถึงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนหลายครั้ง รวมถึงการเชื่อมโยงวัคซีนกับโรคออทิซึม และกล่าวว่าเด็กได้รับวัคซีนจำนวนมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม HHS ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า เคนเนดีและดร.เอริกา ชวาร์ตซ์ ผู้อำนวยการซีดีซี ยืนยันตรงกันว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคหัด

ขณะที่โฮคุลย้ำว่า การฉีดวัคซีนยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้ครอบครัวอื่นต้องสูญเสียบุตรหลานจากโรคหัด พร้อมระบุว่า รัฐนิวยอร์กจะยังคงยึดมั่นในมาตรการสาธารณสุขที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และดำเนินทุกวิถีทางเพื่อปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน.


ที่มา CNN / Reuters