โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีหาเสียงวันสุดท้าย แต่กลับพูดเรื่องการบูรณะสระน้ำสะท้อนแสงนานเกือบครึ่งชั่วโมง ขณะที่ สส.หญิงเดโมแครตทะเลาะกับผู้สมัครฝ่ายตัวเอง และออกตัวสนับสนุนผู้สมัครรีพับลิกัน
เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 80 ปี ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมจะมาถึงในวันอังคารนี้ (3 พ.ย.) โดยเขาเลือกจัดเวทีที่ “สระสะท้อนแสง” แลนด์มาร์กสำคัญในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหาเสียงช่วยพรรครีพับลิกัน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะชิงเสียงข้างมากในสภาได้
ในการหาเสียง นายทรัมป์กล่าวว่า “นี่คือวันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเลือกตั้งกลางเทอมครั้งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา” แต่เนื้อหาการปราศรัยยาว 26 นาทีกลับเน้นไปที่โครงการบูรณะอนุสาวรีย์และสระน้ำมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐของเขา แทนที่จะเป็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อ หรือสงครามอิหร่าน ที่ผู้ใช้สิทธิ์กำลังกังวล
“โครงการนี้ควรจะเป็นโครงการที่รวมใจชาวอเมริกันทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว” นายทรัมป์กล่าว โดยเขาเคยพูดไว้เมื่อวันอาทิตย์ (1 พ.ย.) ว่า เลือกจัดเวทีหาเสียงที่นี่ก็เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า “สระน้ำนี้งดงามเพียงใด”
อย่างไรก็ตาม โครงการบูรณะสระน้ำสะท้อนแสงของนายทรัมป์พบปัญหาขัดข้องหลายครั้ง ซึ่งเขาอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่า ถูกก่อวินาศกรรม
ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนัก และองค์กร “Decision Desk HQ” ที่ให้บริการข้อมูลและวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ประเมินว่าเดโมแครตมีแนวโน้มชนะในสภาผู้แทนราษฎรสูงมาก โดยคาดว่าเก้าอี้ในสภาจะจบที่ 241 ต่อ 194 ที่นั่ง และอาจครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่ 52 ต่อ 48 ที่นั่ง
หากเดโมแครตควบคุมสภาทั้งสองได้ พวกเขาจะสามารถยับยั้งการออกงบประมาณที่พวกเขาไม่เห็นด้วย หรือสั่งให้สอบสวนคดีทุจริตต่างๆ รวมถึงคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน และขัดขวางการแต่งตั้งผู้พิพากษาของทรัมป์ได้
นายทรัมป์ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่า พรรครีพับลิกันจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ก็เคยยอมรับในการให้สัมภาษณ์พอดแคสต์ Pod Force One ว่าหากรีพับลิกันแพ้ เขาก็จะใช้อำนาจวีโต้ (Veto) ปฏิเสธกฎหมายทุกฉบับ และค่อยหาทางเจรจาต่อรองกับฝั่งตรงข้ามในภายหลัง
“ผมคิดว่าเราจะทำได้ดีมาก แต่ถ้าเราไม่ได้ชัยชนะ ผมก็จะใช้อำนาจวีโต้ปฏิเสธกฎหมายทุกฉบับ ผมจะวีโต้ วีโต้ไปเรื่อยๆ แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็จะเข้ามา แล้วเราก็อาจจะตกลงข้อเสนอร่วมกันได้ในระหว่างทาง” นายทรัมป์กล่าว
ด้านฝ่ายเดโมแครตส่งผู้สมัครดาวรุ่งลุยศึกหนักในพื้นที่ฐานเสียงรีพับลิกัน เช่น เจมส์ ตาลาริโก ลงที่รัฐเทกซัส ขณะที่ อดัม แฮมิลตัน ลงที่รัฐแคนซัส ซึ่งเดโมแครตไม่ชนะเลือกตั้งวุฒิสภาที่รัฐนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนกลับเกิดความร้าวฉานขึ้นที่รัฐมิชิแกน เมื่อ สส. เฮลีย์ สตีเวนส์ จากพรรคเดโมแครต กลับประกาศหนุนนาย ไมค์ โรเจอร์ส ผู้สมัครจากรีพับลิกัน แทนที่จะช่วยนาย อับดุล เอล-ซาเยด ผู้สมัครจากพรรคตนเอง
ความขัดแย้งของ สตีเวนส์กับเอล-ซาเยด เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี เพื่อหาตัวแทนพรรคเดโมแครตเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่ง เอล-ซาเยด ชนะไปด้วยคะแนนที่ฉิวเฉียด และการชิงชัยครั้งนั้นมีการสาดโคลนโจมตีตัวบุคคลกันอย่างหนัก
นอกจากนั้นพวกเขายังขัดแย้งกันเรื่องจุดยืนทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศ โดยสตีเวนส์ได้รับทุนสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองฝ่ายหนุนอิสราเอล เช่น AIPAC ขณะที่ เอล-ซาเยด เป็นนักการเมืองสายก้าวหน้าเชื้อสายมุสลิม ซึ่งต่อต้านการทำสงครามของอิสราเอลในตะวันออกกลาง
การที่สตีเวนส์หันไปสนับสนุนผู้สมัครจากรีพับลิกัน ถูกแกนนำพรรคเดโมแครตอย่าง ชัค ชูเมอร์ และ แนนซี เพโลซี ประณามอย่างหนัก ว่าเป็นการ “ทรยศพรรค” ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกันออกมากล่าวชมความกล้าหาญของเธอ
อนึ่ง ตอนนี้มีผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งกลางเทอมล่วงหน้าไปแล้วถึง 54 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีเงินสะพัดในการโฆษณาหาเสียงครั้งนี้สูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยนาย อีลอน มัสก์ พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์ บริจาคเงินเกือบ 500 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยพรรครีพับลิกันหาเสียงด้วย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna


