เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งบูรณาการขีดความสามารถทางทหารตามแบบของเกาหลีใต้เข้ากับศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเป็นการซักซ้อมทำสงครามนิวเคลียร์เพื่อโจมตีเกาหลีเหนือ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์เพื่อรับมือภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยถือเป็นนโยบายกลาโหมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ประณามการซ้อมรบร่วมทางทหารระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการผสานขีดความสามารถทางทหารตามแบบของเกาหลีใต้เข้ากับศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ พร้อมประกาศว่าจะเร่งเสริมสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าเป็นนโยบายป้องกันประเทศที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ สื่อทางการของเกาหลีเหนือ รายงานแถลงการณ์ของคิม จอง-ชิก รองผู้อำนวยการฝ่ายคนที่หนึ่งแห่งคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกล่าวหาว่าการซ้อมรบดังกล่าวมีชื่อว่า "ไอออน เมซ" (Iron Mace) เป็นการซักซ้อมสงครามนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีเกาหลีเหนือ หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศ
คิมระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความชอบธรรมของความพยายามที่เกาหลีเหนือจะต้องเสริมสร้างกองกำลังนิวเคลียร์อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การซ้อมรบไอออน เมซ จัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 29 กันยายนถึง 2 ตุลาคม ที่กองบัญชาการคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ในกรุงโซล โดยมีเป้าหมายเพื่อประสานขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เข้ากับกำลังทหารตามแบบของเกาหลีใต้ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
คิมยังกล่าวประณามการซ้อมรบทางทหารอื่น ๆ ของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในภูมิภาคด้วย ได้แก่ การฝึกภาคสนามฮอกุก ของเกาหลีใต้ การฝึกทางอากาศขนาดใหญ่ฟรีดอม แฟล็ก (Freedom Flag) ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ และการฝึกคีน ซอร์ด (Keen Sword) ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 ตุลาคม
นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เพิ่มการแสดงกำลังทางทหารและขยายขีดความสามารถในการปฏิบัติการทั่วภูมิภาค ทั้งการส่งกำลังพลนาวิกโยธินสหรัฐฯ เข้าร่วมการฝึกลาดตระเวนหลายมิติในเกาหลีใต้ และการส่งเครื่องบินขับไล่จากฐานทัพในสหรัฐฯ เข้าร่วมการฝึกทางทหารในญี่ปุ่น
คิมกล่าวว่า กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าศัตรูของเกาหลีเหนือกำลังเพิ่มความเข้มข้นในการเคลื่อนไหวทางทหาร ทั้งที่เปิดเผยต่อสาธารณะและดำเนินการอย่างลับ ๆ ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อยับยั้งฝ่ายตรงข้าม เขาย้ำว่า "ความเป็นจริงได้สอนให้เห็นอีกครั้งว่า ความเข้มแข็งคือสันติภาพ และสันติภาพจะได้รับการรับประกันด้วยความเข้มแข็งเท่านั้น"
คิมยังระบุว่า เกาหลีเหนือจะทำให้มั่นใจว่าศักยภาพในการยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์จะสามารถปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนสันติภาพในภูมิภาคได้อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าการเร่งเสริมสร้างศักยภาพดังกล่าวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทั้งที่มีอยู่และอาจเกิดขึ้นในอนาคต เป็นนโยบายกลาโหมของประเทศที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ทั้งนี้ การซ้อมรบไอออน เมซ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2024 ภายใต้ความพยายามดำเนินการตามแนวทางร่วมที่กำหนดโดยคณะหารือด้านนิวเคลียร์เกาหลีใต้-สหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างการป้องปรามแบบขยายผล (Extended Deterrence) ต่อภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
รัฐบาลของประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ไม่ได้ประกาศการซ้อมรบดังกล่าวล่วงหน้าต่อสาธารณะ ซึ่งคาดว่าเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาต่อต้านจากเกาหลีเหนือ
ประเด็นที่น่าสังเกตคือ แถลงการณ์ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณผ่านคิม จอง-ชิก เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธของเกาหลีเหนือ แทนที่จะเป็นคิม โย-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และผู้อำนวยการฝ่ายกิจการทั่วไปของพรรคแรงงานเกาหลี หรือหน่วยงานด้านการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ซึ่งมักเป็นผู้แสดงท่าทีประณามกิจกรรมทางทหารของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
อิม อึล-ชอล ศาสตราจารย์จากสถาบันเอเชียตะวันออกไกลศึกษา มหาวิทยาลัยคยองนัมของเกาหลีใต้ กล่าวว่า การที่คิม จอง-ชิกเป็นผู้ส่งสัญญาณครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเขามีบทบาทกำกับดูแลโครงการพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือ
อิมระบุว่า คิม จอง-ชิกเป็นบุคคลสำคัญในภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านกลาโหมของเกาหลีเหนือ และมีบทบาทกำกับดูแลการดำเนินงานของฝ่ายอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ของพรรคแรงงานเกาหลี รวมถึงสำนักงานบริหารขีปนาวุธ
เขาประเมินว่า แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของรัฐบาลเปียงยางที่จะเร่งนำอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีและขีดความสามารถทางทหารแบบไม่สมมาตรมาใช้งานจริง เพื่อตอบโต้การซ้อมรบร่วมของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ที่ผสานกำลังรบตามแบบเข้ากับศักยภาพด้านนิวเคลียร์
การเลือกเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาอาวุธมาเป็นผู้ส่งสาร จึงอาจสะท้อนว่าเกาหลีเหนือกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มากกว่าการตอบโต้ด้วยถ้อยแถลงทางการทูตเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ลดทอนความสำคัญของแถลงการณ์ดังกล่าว โดยมองว่าเป็นเพียงการย้ำจุดยืนเดิมของเกาหลีเหนือที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
ยุน มิน-โฮ โฆษกกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันจันทร์ว่า โดยสาระสำคัญแล้ว เกาหลีเหนือเพียงยืนยันจุดยืนเดิมที่ประณามการซ้อมรบร่วมซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ และนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพในการยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง.
ที่มา Yonhap / The Korea Herald


