กล้องโทรทรรศน์อวกาศ "สวิฟต์" ของนาซา ซึ่งปฏิบัติภารกิจมานานกว่า 22 ปี กำลังจะตกกลับสู่โลกในช่วงวันที่ 6 พ.ย. นี้ หลังความพยายามกู้ยานเพื่อยกระดับวงโคจรไม่ประสบความสำเร็จ โดยคาดว่าชิ้นส่วนส่วนใหญ่จะเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ขณะที่บางส่วนอาจตกถึงพื้นโลก แต่ความเสี่ยงต่อประชาชนอยู่ในระดับต่ำมาก
กล้องโทรทรรศน์อวกาศสวิฟต์ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจ หลังระดับวงโคจรลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และความพยายามกู้ยานเพื่อยกระดับวงโคจรไม่ประสบความสำเร็จ โดยกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวจะตกกลับสู่โลกในวันที่ 6 พ.ย. นี้ หรือใกล้เคียงกับวันดังกล่าว
กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์มีน้ำหนักประมาณ 1,500 กิโลกรัม คาดว่าชิ้นส่วนส่วนใหญ่จะเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนบางส่วนที่มีความหนาแน่นสูงและทนความร้อน เช่น ทังสเตน รวมถึงชิ้นส่วนกระจกบางส่วน อาจรอดจากการเผาไหม้และตกถึงพื้นโลกได้
แบรด เซนโก นักวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจสวิฟต์ของนาซา ระบุว่า หากมีชิ้นส่วนหลงเหลือจากการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ก็น่าจะตกลงในมหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางส่วนของแอฟริกา ออสเตรเลีย อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอเมริกากลางและอเมริกาใต้ อยู่ในแนววงโคจรที่อาจได้รับผลกระทบ โดยกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ กำลังติดตามเส้นทางวงโคจรที่ลดต่ำลงของกล้องโทรทรรศน์อย่างใกล้ชิด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความเศร้าให้กับทีมงานภารกิจ แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจต่อผลงานตลอด 22 ปีที่ผ่านมา สวิฟต์ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2004 เพื่อศึกษาปรากฏการณ์การระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดบางประเภทในจักรวาล ได้แก่ การระเบิดรังสีแกมมาและซูเปอร์โนวา
จอห์น นูเซก นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าทีมควบคุมภารกิจ กล่าวว่า ทีมงานทราบดีตั้งแต่ก่อนส่งสวิฟต์ขึ้นสู่อวกาศแล้วว่าวันนี้จะมาถึง เพราะวัตถุที่อยู่ในวงโคจรต่ำของโลกย่อมต้องตกกลับลงมาในที่สุด และการสิ้นสุดของภารกิจเช่นนี้ย่อมเป็นไปอย่างรุนแรง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้วงโคจรของสวิฟต์ลดระดับลงเร็วกว่าปกติ นาซาจึงว่าจ้างบริษัท Katalyst Space เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อดำเนินภารกิจกู้ภัยอย่างเร่งด่วน โดยใช้หุ่นยนต์สามแขนชื่อ Link
อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ดังกล่าวประสบปัญหาหลังถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนกรกฎาคม และไม่สามารถเข้าใกล้กล้องโทรทรรศน์ได้มากกว่าระยะประมาณ 12-15 กิโลเมตร ก่อนที่หุ่นยนต์จะตกกลับสู่โลกในเดือนกันยายน ทำให้ภารกิจกู้ภัยล้มเหลว
หลังยุติความพยายามกู้ยาน สวิฟต์กลับมาปฏิบัติการสังเกตการณ์อีกครั้ง และยังค้นพบการระเบิดรังสีแกมมาและปรากฏการณ์พลังงานสูงอื่น ๆ เพิ่มเติม แต่ในช่วงปลายเดือนตุลาคม วงโคจรของกล้องโทรทรรศน์ลดต่ำลงจนไม่สามารถรักษาตำแหน่งให้มั่นคงเพียงพอสำหรับการสังเกตการณ์ได้อีกต่อไป ทีมงานจึงสั่งปิดระบบทั้งหมด
ตลอดภารกิจ สวิฟต์ค้นพบการระเบิดรังสีแกมมามากกว่า 2,000 ครั้ง และดาวฤกษ์ระเบิดประมาณ 1,400 ดวง รวมถึงติดตามดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย และหลุมดำที่ฉีกทำลายดาวฤกษ์ด้วยแรงโน้มถ่วงอันมหาศาล
จุดเด่นสำคัญของสวิฟต์คือความสามารถในการหมุนปรับทิศทางอย่างรวดเร็ว เพื่อหันกล้องไปยังเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสวิฟต์ ที่หมายถึงความรวดเร็ว
นาซาเคยยกให้สวิฟต์เป็นระบบแจ้งเตือนเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ล่วงหน้า หรือผู้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ในอวกาศเป็นลำดับแรก สำหรับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เจมส์ เว็บบ์ และกล้องอื่น ๆ ที่สามารถหันไปศึกษาปรากฏการณ์ดังกล่าวในรายละเอียดที่ลึกขึ้นได้ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรเพื่อทดแทนบทบาทสำคัญของสวิฟต์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศษซากอวกาศและวิศวกรรมการบินและอวกาศระบุว่า สวิฟต์มีแนวโน้มจะแตกสลายและเผาไหม้ไปมากระหว่างกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ จึงไม่น่าก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนบนพื้นโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ดาร์เรน แม็กไนต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเทคนิคจากบริษัท LeoLabs ซึ่งติดตามวัตถุในวงโคจรโลก กล่าวว่าเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงจากเศษซากที่ตกกลับสู่โลกแล้ว กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของวัตถุจำนวนมากที่กำลังกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
แม็กไนต์ยังชี้ว่า ปัจจุบันมีวัตถุอวกาศกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนถึงประมาณ 10 เท่าต่อปี เนื่องจากจำนวนดาวเทียมในวงโคจรต่ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเปลี่ยนอุปกรณ์และดาวเทียมรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ดีน สเลเดน ผู้จัดการด้านคุณภาพและวิศวกรการบินและอวกาศจากบริษัท Accu Components ในอังกฤษ อธิบายว่า เมื่อกล้องโทรทรรศน์ลดระดับลงถึงความสูงประมาณ 120 กิโลเมตร กระบวนการตกกลับสู่โลกจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที อากาศที่อยู่ด้านหน้าจะร้อนจัดจนดาวเทียมเริ่มเรืองแสง แผงเซลล์แสงอาทิตย์และเสาอากาศมักเป็นชิ้นส่วนแรกที่หลุดออก ก่อนที่ตัวโครงสร้างหลักจะแตกสลายเมื่ออยู่ที่ความสูงประมาณ 78 กิโลเมตร
ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของสวิฟต์ประกอบด้วยอะลูมิเนียม สายไฟ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะหลอมละลายหรือระเหยไปในช่วงแรกของการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนชิ้นส่วนที่อาจรอดได้มักเป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงและทนความร้อน เช่น ไทเทเนียม เหล็ก และกระจก
สเลเดนคาดว่า ชิ้นส่วนที่มีโอกาสรอดมากที่สุด ได้แก่ ล้อปฏิกิริยา 6 ชุด ซึ่งเป็นอุปกรณ์หมุนที่ใช้ควบคุมทิศทางของกล้องโทรทรรศน์ รวมถึงชิ้นส่วนแข็งแรงบางส่วนของกล้อง เช่น เลนส์และกระจก ส่วนแผ่นตะกั่วขนาดเล็กประมาณ 52,000 แผ่นที่ใช้เป็นแผ่นป้องกันของกล้องมีแนวโน้มจะหลอมละลายทั้งหมด โดยชิ้นส่วนที่ตกถึงพื้นโลกอาจเหลือเพียงเศษเล็ก ๆ ที่ไหม้เกรียม และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์
ปัจจุบัน องค์การอวกาศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการออกแบบดาวเทียมให้สามารถสิ้นสุดภารกิจได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดยบางรุ่นมีระบบขับเคลื่อนสำหรับควบคุมให้ตกลงในพื้นที่มหาสมุทรห่างไกล หรือใช้วัสดุที่ออกแบบให้เผาไหม้ได้หมดเมื่อกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
นาซาและองค์การอวกาศยุโรปกำหนดให้ความเสี่ยงที่เศษซากดาวเทียมจะทำให้มนุษย์ได้รับอันตรายต้องไม่เกิน 1 ใน 10,000 หากดาวเทียมไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ก็จำเป็นต้องมีแผนควบคุมการตกกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย.
ที่มา The Associated Press / Space.com


