Binance ศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผยยอดเงินไหลออกสุทธิกว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.23 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2.1% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทบริหารจัดการ หลังประกาศเปิดระบบถอนเงินเป็นเฟสแรก จากเหตุการณ์ถูกแฮ็กครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าความเสียหายสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ด้านเอฟบีไอออกแถลงการณ์ระบุเป็นฝีมือกลุ่มแฮ็กเกอร์ TraderTraitor ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ 

บริษัทไบแนนซ์ (Binance) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลกตามปริมาณการซื้อขายรายวัน เริ่มทยอยเปิดให้ผู้ใช้งานถอนสินทรัพย์ดิจิทัลได้อีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน หลังระงับบริการดังกล่าวจากเหตุโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2 แสนล้านบาท ถูกขโมยไปจากระบบ

ไบแนนซ์เปิดเผยว่า ระหว่างเวลา 06.00-15.30 น. ตามเวลามาตรฐานสากลของวันที่ 1 ต.ค. หรือ 13.00-22.30 น. ตามเวลาไทย บริษัทดำเนินการถอนเงินให้ลูกค้าแล้วประมาณ 4,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเงินฝากเข้าระบบราว 1,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มีเงินไหลออกสุทธิ 3,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.23 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2.1% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทบริหารจัดการ

บริษัทระบุว่า การถอนเงินในช่วงแรกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเริ่มทรงตัว ขณะที่ปริมาณเงินฝากยังอยู่ในระดับสูง โดยการเปิดถอนเงินครั้งนี้ดำเนินการเป็นระยะ ๆ และจัดลำดับตามความต้องการของผู้ใช้งาน ครอบคลุมคริปโทเคอร์เรนซีหลายประเภท รวมถึงบิตคอยน์ อีเธอเรียม และเหรียญ Stablecoin บางรายการ

ไบแนนซ์ยืนยันว่า บริษัทจะรับผิดชอบความเสียหายจากการโจมตีทั้งหมด โดยใช้เงินทุนของบริษัทเข้าซื้อโทเคนเพื่อชดเชยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไป ล่าสุดบริษัทระบุว่าสามารถจัดหาสินทรัพย์มาชดเชยได้แล้วประมาณ 95% ของมูลค่าความเสียหาย หรือราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดความเสียหายประมาณ 6,300-6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5% เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ จึงอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะจัดหาได้ครบตามจำนวน

ไบแนนซ์ระบุว่า ได้จัดสรรเงินทุนของบริษัทมากกว่า 6,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่าจะไม่ผลักภาระทางการเงินให้แก่ผู้ใช้งาน

ด้านสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ แถลงว่า เกาหลีเหนือเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งนี้ โดยระบุว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือชื่อ "เทรดเดอร์เทรเทอร์" (TraderTraitor) เป็นผู้ก่อเหตุ

เอฟบีไอระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มผู้โจมตีกำลังแปลงสินทรัพย์ที่ขโมยมาเป็นสกุลอีเธอเรียม และคาดว่าจะมีการฟอกเงินต่อผ่านแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ DeFi รวมถึงบริการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีแบบทันที พร้อมเรียกร้องให้ภาคเอกชนระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของกลุ่มดังกล่าว

กลุ่ม TraderTraitor ยังถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมเงินคริปโตมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแพลตฟอร์มไบบิต (Bybit) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว และเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มลาซารัส (Lazarus) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่หลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่ โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ และหากพบว่าเกาหลีเหนือมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะหารือกับรัฐบาลเปียงยางต่อไป

เหตุโจมตีครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างรุนแรง โดยราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเกือบ 5% อีเธอเรียมลดลงเกือบ 6% และ BNB ซึ่งเป็นเหรียญประจำแพลตฟอร์มไบแนนซ์ ร่วงลงเกือบ 10% หลังข่าวการโจมตีเผยแพร่เมื่อวันศุกร์

แม้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจะฟื้นตัวบางส่วนในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ความเสียหายครั้งนี้ยังสร้างความกังวลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่ฝากเงินและสินทรัพย์ไว้กับแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี

รายงานระบุว่า ไบแนนซ์มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนทั่วโลกประมาณ 335 ล้านบัญชี และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการราว 171,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 28 ตุลาคม ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทวิจัย TRM Labs ระบุว่า ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีเกือบ 150 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก

ทั้งนี้ ไบแนนซ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน เพื่อระบุช่องโหว่ของระบบ ติดตามเส้นทางสินทรัพย์ที่ถูกขโมย และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต.


ที่มา Reuters / BBC