สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ กล่าวหากลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งใช้ชื่อว่า "TraderTraitor" ว่าอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจาก Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่ากว่า 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดเป็นการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Binance ยืนยันจะชดเชยความเสียหายให้ลูกค้าทั้งหมด และได้จัดหาสินทรัพย์มาทดแทนแล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์
สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ แถลงกล่าวหาเกาหลีเหนือว่าอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2 แสนล้านบาท จากแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี Binance เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการประเมินว่าเป็นการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
FBI ระบุว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งใช้ชื่อว่า "TraderTraitor" เป็นผู้ก่อเหตุ โดยเป็นกลุ่มเดียวกับที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์จากแพลตฟอร์ม Bybit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว
จากการตรวจสอบของเอฟบีไอพบว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์กำลังแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขโมยมาเป็นสกุลอีเธอเรียม (Ethereum) และคาดว่าจะพยายามฟอกเงินผ่านระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ DeFi รวมถึงบริการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีแบบทันที เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน
เอฟบีไอจึงเรียกร้องให้แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ระงับธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับกระเป๋าเงินดิจิทัลของกลุ่มดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ที่ถูกขโมยถูกนำไปฟอกเงิน
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างร่วมงานฉลองฮาโลวีนที่คฤหาสน์มาร์-อะ-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ว่าขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่ โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ด้าน Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาจากปริมาณการซื้อขายรายวัน แถลงว่าบริษัทได้จัดสรรเงินทุนของตนเองมูลค่ากว่า 6,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ และยืนยันว่าจะรับผิดชอบชดเชยสินทรัพย์ที่ลูกค้าสูญเสียไปทั้งหมด
บริษัทระบุว่า ได้นำเงินทุนของบริษัทไปซื้อโทเคนเพื่อทดแทนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปแล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นโทเคนที่มีสภาพคล่องต่ำกว่า ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นในการจัดหาสินทรัพย์ให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ
ก่อนหน้านี้ Binance ระงับการถอนสินทรัพย์ของผู้ใช้งานเป็นการชั่วคราวหลังเกิดเหตุโจมตี แต่ล่าสุดระบุว่าการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปตามแผน และคาดว่าจะกลับมาเปิดให้ถอนสินทรัพย์ได้ในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน
ข่าวการโจรกรรมส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างรุนแรง โดยราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Ethereum ลดลงเกือบ 6 เปอร์เซ็นต์ และ BNB ซึ่งเป็นโทเคนประจำแพลตฟอร์ม Binance ร่วงลงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Binance ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อนและมีช่องทางเจาะระบบหลายจุด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เตือนว่า ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเข้ารหัสข้อมูลและมาตรการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
อารี เรดบอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโทเคอร์เรนซีและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายของบริษัท TRM Labs ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน คาดว่าแฮ็กเกอร์จะทยอยแบ่งสินทรัพย์ที่ขโมยมาออกเป็นจำนวนย่อย ๆ แล้วนำไปฟอกผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายขนาดเล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานานหลายเดือน
เรดบอร์ดเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการปล้นธนาคารในความเร็วระดับอินเทอร์เน็ต แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีบล็อกเชนก็เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อนำไปใช้ในการสอบสวน สกัดกั้นธุรกรรม และติดตามยึดคืนทรัพย์สิน
สำหรับกลุ่ม TraderTraitor เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ Lazarus ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีชื่อเสียงจากกรณีถูกกล่าวหาว่าโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท Sony Pictures เมื่อปี 2014 เพื่อแก้แค้นภาพยนตร์เรื่อง The Interview ที่มีเนื้อหาล้อเลียนคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ
การโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งล่าสุดยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของเกาหลีเหนือในการหารายได้ผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ท่ามกลางการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างเข้มงวดจากโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
ทั้งนี้ เกาหลีเหนือถูกกล่าวหามาอย่างต่อเนื่องว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์และการขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อนำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมของรัฐบาล แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะระบุว่ายังไม่มีข้อสรุปยืนยันว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ก็ตาม.
ที่มา FBI / The Associated Press / AFP


