ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่ กดดัน หรือขู่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่น ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบและแยกบัตรลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รัฐบาลสงสัยว่าอาจไม่มีสัญชาติอเมริกัน ขณะที่กระทรวงยุติธรรมยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน
ผู้พิพากษาทรีนา ธอมป์สัน แห่งศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำสั่งห้ามรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการข่มขู่ คุกคาม หรือบีบบังคับเจ้าหน้าที่และพนักงานจัดการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่น เพื่อให้ระงับการนับหรือดำเนินการกับบัตรลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เพียงเพราะรัฐบาลกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติในการใช้สิทธิเลือกตั้ง
คำสั่งดังกล่าวมีผลจนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน หรือเกือบสองสัปดาห์หลังวันเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน และเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญต่อการกำหนดว่า พรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครตจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
ผู้พิพากษาธอมป์สันระบุในคำวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ดำเนินการกดดัน ข่มขู่ และบีบบังคับเจ้าหน้าที่เลือกตั้งในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พร้อมชี้ว่า แม้รัฐบาลอ้างว่าต้องการป้องกันการลงคะแนนโดยบุคคลที่ไม่มีสัญชาติอเมริกัน แต่การดำเนินการดังกล่าวอาจแทรกแซงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายถูกตัดสิทธิไปด้วย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษา
คดีนี้มีที่มาจากความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะให้รัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐวอชิงตัน แยกบัตรลงคะแนนที่รัฐบาลสงสัยว่าอาจเป็นของผู้ไม่มีสัญชาติอเมริกันออกจากบัตรอื่น ๆ โดยกระทรวงยุติธรรมได้ส่งหนังสือถึงเจ้าหน้าที่เลือกตั้งใน 57 จากทั้งหมด 58 เคาน์ตีของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการลงคะแนนโดยผู้ไม่มีสัญชาติ พร้อมเตือนว่า หากไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่อาจถูกสอบสวนเช่นกัน
ในหนังสือที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่เลือกตั้งในเขตซานเบอร์นาดิโนเคาน์ตี้ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม บิลาล เอสไซลี รองอัยการสหรัฐฯ คนที่หนึ่ง ระบุว่า กระทรวงยุติธรรมแนบรายชื่อบุคคลที่คาดว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติอเมริกันจำนวน 1,133 คน ซึ่งลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะความเป็นพลเมืองภายใน 48 ชั่วโมง และส่งข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น หมายเลขประกันสังคม บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบอนุญาตขับขี่ ให้แก่กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
นอกจากนี้ ยังขอให้เจ้าหน้าที่แยกบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ของบุคคลที่ยังไม่สามารถยืนยันสถานะความเป็นพลเมืองได้ออกจากบัตรอื่นเป็นการชั่วคราว โดยย้ำว่าไม่ใช่การยกเลิกบัตรลงคะแนน แต่ให้ระงับการดำเนินการไว้จนกว่าจะตรวจสอบสถานะได้ พร้อมเตือนถึงผลทางกฎหมายหากเจ้าหน้าที่เพิกเฉยหรือให้ความช่วยเหลือในการกระทำผิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวของรัฐบาลทรัมป์เผชิญกับความพ่ายแพ้ในชั้นศาลหลายครั้ง โดยเมื่อวันศุกร์ ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการบังคับให้เจ้าหน้าที่เลือกตั้งรัฐแคลิฟอร์เนียแยกบัตรลงคะแนนที่รัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นของผู้ไม่มีสัญชาติอเมริกันออกจากบัตรอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์อีกแห่งยังปฏิเสธคำร้องที่ต้องการระงับการนับบัตรลงคะแนนมากกว่า 20,000 ใบในรัฐดังกล่าวด้วย
ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางอีกคนหนึ่งระบุว่า การเรียกร้องให้แยกบัตรลงคะแนนดังกล่าวขัดต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจรัฐต่าง ๆ เป็นผู้ควบคุมการจัดการเลือกตั้งของตนเอง พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงกระบวนการที่รัฐบาลใช้ระบุรายชื่อผู้ต้องสงสัยว่าไม่มีสัญชาติอเมริกัน
คำสั่งศาลครั้งนี้เป็นผลจากการฟ้องร้องของสหภาพแรงงานเจ้าหน้าที่เลือกตั้งและกลุ่มองค์กรอื่น ๆ ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลกลางใช้อำนาจแทรกแซงการจัดการเลือกตั้งของรัฐมากเกินขอบเขต โดยนักวิจารณ์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและเจ้าหน้าที่เลือกตั้งทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน ต่างแสดงความกังวลต่อแนวทางดังกล่าว
ทั้งนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน จะเป็นการตัดสินอนาคตการควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ แต่มีคะแนนนำไม่มาก ขณะที่ความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการเพิ่มบทบาทของรัฐบาลกลางต่อกระบวนการเลือกตั้ง กลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญก่อนถึงวันลงคะแนน
ผู้พิพากษาธอมป์สันได้รับการแต่งตั้งจากอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์เคยกล่าวอ้างข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020.


