พรรคคอมมิวนิสต์จีนแถลงความสำเร็จในการกวาดล้าง "ภัยซ่อนเร้นร้ายแรง" ภายในพรรคและกองทัพ หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการกลางพรรค ครั้งที่ 5 พร้อมยืนยันการขับไล่สมาชิกพรรคระดับสูงถึง 33 ราย รวมถึงอดีตพลเอกระดับสูงและอดีตสมาชิกโปลิตบูโร นักวิเคราะห์ชี้เป็นการล้างบางครั้งใหญ่เพื่อกระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ และแผ้วทางให้ "สี จิ้นผิง" ดำรงตำแหน่งผู้นำจีนต่อเป็นสมัยที่ 4 ในการประชุมใหญ่ปี 2027
ทางการจีนระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพได้ขจัดภัยคุกคามแฝงร้ายแรงภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังยืนยันการขับบุคคลสำคัญออกจากพรรคอีก 33 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การปราบปรามทุจริตที่เข้มข้นขึ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรวบอำนาจ ก่อนการประชุมสมัชชาพรรคในปี 2027
นายจาง ฝูไห่ รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางตรวจสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) กล่าวว่า คณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งมีนายสี จิ้นผิงเป็นแกนนำ ได้ขจัด "ภัยซ่อนเร้นร้ายแรง" ภายในพรรค รัฐ และกองทัพ พร้อมยืนยันว่า พรรคยึดมั่นในภารกิจที่จะ "ยอมสร้างความไม่พอใจให้คนหลายพันคน ดีกว่าทำให้ประชาชน 1,400 ล้านคนผิดหวัง"
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวันหลังสื่อของทางการจีนยืนยันว่า สมาชิกพรรคและบุคคลสำคัญอีก 33 คนถูกขับออกจากพรรค หลังการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วันและสิ้นสุดลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ต.ค.) โดยในจำนวนนี้มีบุคคลจากกองทัพ 16 คน รวมถึงนายจาง โย่วเสีย อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง และอดีตนายพลระดับสูงที่สุดของจีน ตลอดจนนายหลิว เจิ้นลี่ อดีตนายทหารระดับสูง และนายหม่า ซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคประจำเขตปกครองตนเองซินเจียง
การขับสมาชิกทั้ง 33 คนถือเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่นายสีขึ้นสู่อำนาจ และทำให้ยอดสมาชิกที่ถูกขับออกจากพรรคในสมัยการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 3 ของเขาเพิ่มเป็น 51 คน เทียบกับ 35 คนในสมัยแรก และ 5 คนในสมัยที่สอง
การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยภายในพรรคเป็นหลัก โดยที่ประชุมมีมติว่าด้วยการ "ส่งเสริมการกำกับดูแลพรรคอย่างเต็มรูปแบบและเข้มงวด" ซึ่งรวมถึงมาตรการลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ
นายจาง ฝูไห่ เปิดเผยด้วยว่า นับตั้งแต่ปี 2012 หน่วยงานตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลทั่วประเทศได้ลงโทษบุคคลไปแล้ว 7.9 ล้านคน ขณะที่มีผู้ถูกลงโทษมากกว่า 2 ล้านคนจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับพิธีการและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย และการแสวงหาความสุขส่วนตัวเกินควร
เขาระบุว่า พรรคจะเดินหน้าปราบปรามการทุจริตให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีการกระจุกตัวของอำนาจ มีเงินทุนจำนวนมาก และมีทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง พร้อมให้ความสำคัญกับการสอบสวนกรณีที่ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจเกี่ยวพันกัน การสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับภาคธุรกิจ ตลอดจนการแทรกซึมของเงินทุนเข้าสู่แวดวงการเมือง รวมถึงการทุจริตรูปแบบใหม่และการทุจริตที่ซ่อนเร้น
นอกจากนี้ พรรคจะจัดการกับพฤติกรรมมิชอบและการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้า ไม่สามารถ และไม่ต้องการทุจริต”
การกวาดล้างบุคลากรในกองทัพถือเป็นประเด็นสำคัญของการปราบปรามทุจริตในระยะหลัง โดยนายจาง โย่วเสีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (CMC) ถูกปลดจากตำแหน่งหลังการสอบสวนคดีทุจริตที่ดำเนินมาหลายเดือน ก่อนที่พรรคจะยืนยันการขับเขาออกจากพรรคเมื่อวันพฤหัสบดี
ส่วนนายหม่า ซิงรุ่ย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในเขตซินเจียง ถูกปลดจากทุกตำแหน่งก่อนหน้านี้ หลังเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต รวมถึงการเล่นพรรคเล่นพวก การรับสินบน และการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการทางเพศ
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของทางการไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลที่ถูกขับออกจากพรรค นอกเหนือจากการระบุว่าเป็นการ “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มักใช้ในการประกาศผลการสอบสวนภายใต้การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของนายสี
การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 มีสมาชิกคณะกรรมการกลางเข้าร่วมเพียง 279 คน จากเดิม 315 คนในการประชุมครั้งที่ 4 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และ 364 คนในการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 นับเป็นครั้งแรกในช่วง 14 ปีที่นายสีดำรงตำแหน่งผู้นำจีนที่จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเต็มคณะลดลงต่ำกว่า 300 คน ทั้งที่คณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันเริ่มวาระในปี 2022 โดยมีสมาชิกมากกว่า 370 คน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกองทัพจีน ก็เหลือสมาชิกเพียง 2 คน จากเดิม 7 คน ได้แก่ นายสีในฐานะประธาน และนายจาง เซิ่งหมิน ในฐานะรองประธาน
การประชุมครั้งนี้ยังมีมติเลื่อนตำแหน่งนายจาง เซิ่งหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพ และเป็นบุคคลหมายเลขสองของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ให้เข้าสู่คณะกรรมการกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดนโยบายระดับสูงสุดของพรรค ส่งผลให้จำนวนสมาชิกโปลิตบูโรเพิ่มเป็น 22 คน
นอกจากนี้ นายหลิว เจี้ยนเชา อดีตนักการทูตคนสำคัญ ซึ่งหายไปจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็มีชื่ออยู่ในกลุ่มบุคคลที่ถูกกวาดล้างด้วย
นายสี จิ้นผิงผลักดันการต่อต้านการทุจริตให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของการบริหารประเทศนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำในปี 2555 โดยเคยระบุว่าการทุจริตเป็น "ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด" ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า การกวาดล้างการทุจริตช่วยส่งเสริมการบริหารประเทศอย่างโปร่งใสและมีวินัย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การรณรงค์ดังกล่าวได้กลายเป็นเครื่องมือในการรวบรวมและรักษาอำนาจ มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหาการทุจริตเพียงอย่างเดียว
พรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า พรรคได้เผชิญหน้ากับความจริงอันน่าวิตกที่ว่า ภาวะผู้นำของพรรคเคยอ่อนแอลงหรือถูกบั่นทอนในบางช่วงเวลา พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าบังคับใช้การกำกับดูแลตนเองอย่างเข้มงวด รวมถึงการตรวจสอบและจัดการปัญหาภายในพรรคอย่างจริงจัง
นักวิเคราะห์มองว่า การเน้นย้ำเรื่องวินัยของพรรค ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการแสดงความจงรักภักดีทางการเมืองมากขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนผู้นำพรรค
นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่า นายสีจะดำรงตำแหน่งผู้นำต่อเป็นสมัยที่ 4 และอาจยาวนานกว่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เขาจะเป็นผู้นำจีนที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
นายโอนีล โธมัส จากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากในคณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้นายสีมีเหตุผลที่จะตรวจสอบบุคลากรที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นต่อไปอย่างละเอียดมากขึ้น โดยกลุ่มดาวรุ่งในปัจจุบันมักมีอายุน้อย มีพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของนายสี ขณะที่ผู้บริหารระดับมณฑลถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง
นักวิเคราะห์มองว่า นายสีมีแนวโน้มจะมีบทบาทชี้ขาดในการคัดเลือกบุคลากรสำหรับการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 21 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำอิทธิพลของเขาต่อพรรคและประเทศจีน.


