ประชาชนและเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในเมืองปาลังกา รายา บนเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย พากันออกมาเต้นรำและแสดงความยินดี หลังฝนตกช่วยบรรเทาวิกฤตหมอกควันพิษที่ปกคลุมพื้นที่มานานหลายเดือน ขณะที่รายงานวิจัยประเมินว่า มลพิษจากควันไฟป่าทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,560 คนทั่วประเทศในเดือนกันยายน และประชาชนเกือบ 58 ล้านคนต้องสูดอากาศที่มีคุณภาพตั้งแต่ระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพจนถึงขั้นอันตรายร้ายแรง
ประชาชนและเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในเมืองปาลังกา รายา เมืองเอกของจังหวัดกาลิมันตันกลาง บนเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย ต่างพากันออกมาด้านนอกเพื่อเต้นรำและส่งเสียงแสดงความยินดี หลังฝนตกลงมาในช่วงสัปดาห์นี้ ช่วยบรรเทาสถานการณ์หมอกควันพิษที่ปกคลุมเมืองมานานหลายเดือนจากไฟป่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม
โดยเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าอาสาสมัครที่เหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้กับเปลวเพลิง พากันกระโดดเล่นในแอ่งน้ำและก้มลงจูบพื้นด้วยความขอบคุณ ขณะที่ฝนตกลงมาอีกระลอก นายลูกมาน เอล ฮาคิม เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ทุกคนรู้สึกดีใจอย่างมาก จนพากันก้มกราบเพื่อแสดงความขอบคุณ พร้อมกล่าวสรรเสริญพระเจ้าที่ในที่สุดฝนก็ตกลงมา
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีฝนตกเป็นระยะในเมืองปาลังกา รายา ซึ่งเผชิญไฟป่ารุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยดัชนีคุณภาพอากาศของเมืองพุ่งสูงถึง 4,000 จุดในเดือนนี้ ถือเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีการตรวจวัด และสูงกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมกำหนดว่าเป็นระดับอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า 13 เท่า
ตลอดช่วงวิกฤตไฟป่า มีประชาชนในเมืองปาลังกา รายาเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจแล้วมากกว่า 11,000 คน ขณะที่หมอกควันยังแผ่กระจายส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านของอินโดนีเซียด้วย
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การสัมผัสมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในระดับสูง เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
นอกจากนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าในอินโดนีเซีย โดยรายล่าสุดเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าวัย 45 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากต้นไม้ล้มทับขณะต่อสู้กับไฟป่าในเขตตานา โทราจา จังหวัดสุลาเวสีใต้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 ต.ค.)
สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB ระบุว่า ได้ส่งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์รวม 61 ลำ ปฏิบัติการทำฝนเทียมและทิ้งน้ำดับไฟป่าใน 6 จังหวัด อย่างไรก็ตาม สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG เตือนว่า สภาพอากาศแห้งแล้งจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าขึ้นอีก
BMKG ระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้มีฝนตกตั้งแต่ระดับเบาถึงหนักในจังหวัดกาลิมันตันกลาง กาลิมันตันใต้ และสุมาตราใต้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปฏิบัติการทำฝนเทียม เจ้าหน้าที่ BMKG เปิดเผยว่า เมื่อเริ่มมีฝนตก ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในเมืองปาลังกา รายา ก็เริ่มลดลง แม้คุณภาพอากาศยังอยู่ในระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่แนวโน้มเริ่มดีขึ้นเมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก และบางช่วงอยู่ในระดับอันตราย
เขาระบุว่า ในระยะสั้นคาดว่าจะมีเมฆฝนปกคลุมจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ และจะเดินหน้าปฏิบัติการทำฝนเทียมต่อไป โดยหวังว่าฝนจะตกลงมาจนสามารถซึมลึกเข้าไปในพื้นที่ป่าพรุที่ถูกไฟไหม้ได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่ายังคงต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจเกิดช่วงอากาศแห้งแล้งขึ้นอีกระลอก ก่อนที่ประเทศจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อมูลจาก Nusantara Atlas ซึ่งเป็นหน่วยงานติดตามสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่า ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนจนถึงเดือนกันยายน ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว
หมอกควันจากไฟป่าทำให้ระดับมลพิษทางอากาศเพิ่มสูงขึ้นไปไกลถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งของไฟป่ามาจากการถางพื้นที่ด้วยวิธีตัดและเผาป่า ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับบริษัทไม้ บริษัทน้ำมันปาล์ม และบริษัทเหมืองแร่
อาเซป ซาฟรูดิน หัวหน้าหน่วยสืบสวนระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า มีบุคคล 245 คน และบริษัท 20 แห่ง ถูกระบุเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีไฟป่า และอาจต้องเผชิญโทษจำคุกและค่าปรับจำนวนมาก โดยตำรวจยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะเดินหน้าปราบปรามบุคคลและบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเกิดไฟป่าอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน รายงานฉบับใหม่จากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระที่ตั้งอยู่ในกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ประเมินว่า มลพิษจากควันที่เกิดจากไฟป่าซึ่งลุกลามทั่วอินโดนีเซียเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,560 คนทั่วประเทศในเดือนกันยายน 2026
รายงานระบุว่า ในเดือนเดียวกัน มีประชาชนประมาณ 57.8 ล้านคนในอินโดนีเซียต้องสูดอากาศที่มีคุณภาพตั้งแต่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพไปจนถึงระดับอันตราย
CREA ระบุในแถลงการณ์ว่า คุณภาพอากาศที่เลวร้ายลงจากไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 3,560 คน หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขประเมินในเดือนสิงหาคม
การศึกษาของ CREA ประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตจากการสัมผัสมลพิษฝุ่น PM2.5 ในระยะสั้น ซึ่งหมายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาหลายวัน เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กชนิดนี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ และองค์การอนามัยโลกเชื่อมโยงการสัมผัสฝุ่นดังกล่าวกับความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย รวมถึงเกาะชวา เกาะสุมาตรา และพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ
นอกจากมลพิษจากไฟป่าแล้ว นักวิจัยยังประเมินมลพิษจากแหล่งอื่น ๆ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง ภาคอุตสาหกรรม และการขนส่ง พบว่ามลพิษจากแหล่งเหล่านี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกประมาณ 1,750 คนในเดือนกันยายน ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทุกประเภทในเดือนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 5,310 คน ในประเทศที่มีประชากรราว 290 ล้านคน
รายงานระบุว่า ในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว ประชาชนทั่วประเทศสัมผัสฝุ่น PM2.5 ในระดับสูงเกินกว่าเกณฑ์เฉลี่ยรายปีขององค์การอนามัยโลกมากกว่า 7 เท่า โดยพื้นที่เกาะสุมาตราสูงกว่าเกณฑ์ถึง 10 เท่า และพื้นที่กาลิมันตันบนเกาะบอร์เนียวสูงกว่าเกณฑ์ถึง 24 เท่า นอกจากนี้ ทั่วประเทศยังมีการบันทึกผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 330,000 ราย
อินโดนีเซียเผชิญกับภัยแล้งต่อเนื่องมาหลายเดือน ซึ่งรุนแรงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ต้องรับมือกับไฟป่าที่ลุกลามเป็นวงกว้าง โดย Nusantara Atlas ประเมินว่า ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ในช่วง 9 เดือนจนถึงเดือนกันยายน ขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว
สำหรับเกาะชวา ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและเป็นที่ตั้งของกรุงจาการ์ตา รายงานของ CREA ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในเดือนกันยายนจำนวน 1,530 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 73-80 มีสาเหตุจากมลพิษที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไฟป่า เช่น มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ไอเสียรถยนต์ และการเผาขยะ
รายงานระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มลพิษทางอากาศจากแหล่งอื่น ๆ มีอันตรายไม่ต่างจากควันไฟที่เกิดจากการเผาป่าและพื้นที่ป่าพรุ
รายงานของ CREA เสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางจากการมุ่งตอบสนองต่อเหตุไฟป่า ไปสู่การฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ถูกระบายน้ำออกไปอย่างกว้างขวางจนมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับการบุกรุกและถางพื้นที่ผิดกฎหมายด้วยวิธีเผา รวมถึงเพิ่มความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้ได้รับสัมปทาน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่ป่าและสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ที่เผชิญมลพิษจากแหล่งอื่น เช่น เกาะชวา รายงานเสนอให้รัฐบาลบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันพุธเพื่อปกป้องแนวทางการรับมือไฟป่าของตน โดยระบุว่าได้ระดมประชาชนและเจ้าหน้าที่มากกว่า 72,000 คน เข้าร่วมปฏิบัติการทำฝนเทียมและดับไฟป่า พร้อมส่งแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขมากกว่า 2,100 คนไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยไปแล้ว 5.3 ล้านชิ้น.
ที่มา AFP


