จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง กล่าวขอโทษประชาชนต่อเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยหวังฟุกคอร์ตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2025 หรือหลังเกิดเหตุการณ์กว่า 11 เดือน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 168 คน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเคหะลาออก หลังรายงานผลสอบสวนระบุว่าหน่วยงานรัฐ 4 แห่งมีส่วนรับผิดชอบต่อความสูญเสีย พร้อมประกาศปฏิรูปกฎหมายและระบบกำกับดูแลความปลอดภัยอาคาร รวมถึงมาตรการป้องกันการฮั้วประมูล
จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ออกแถลงการณ์โค้งคำนับและกล่าวขอโทษต่อประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการ ภายหลังคณะกรรมการสอบสวนที่มีผู้พิพากษาเป็นประธานได้เปิดเผยรายงานผลการสอบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่อาคารที่พักอาศัย "หวังฟุก คอร์ต" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 168 ราย และนับเป็นภัยพิบัติเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกนับตั้งแต่ปี 1980
ในการตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีถูกวิจารณ์ว่าการออกมาขอโทษในครั้งนี้ล่าช้าไปกว่า 11 เดือน นายจอห์น ลี ชี้แจงว่า ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย การจัดหาที่อยู่อาศัยชั่วคราว และการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งเมื่อการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีความซับซ้อนเสร็จสิ้นลง เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ และเร่งผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเชิงระบบเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำรอยอีก
รายงานการสอบสวนสรุปว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นผลมาจากความล้มเหลวเชิงระบบและการละเลยต่อหน้าที่ของทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐบาล โดยพบว่าความบกพร่องมาจากความล่าช้า สะเพร่า และขาด "จิตสำนึกต่อวิกฤต" ในการประเมินความเสี่ยง ทั้งนี้ ต้นเพลิงคาดว่าเกิดจากบุหรี่ที่ยังไม่ดับสนิทไปติดติดวัสดุกระดาษบริเวณชั้นรอยต่อภายนอกอาคาร ประกอบกับระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยเกือบทั้งหมดภายในตึกไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากความผิดพลาดของมนุษย์ และจากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด พบว่า 114 ราย หรือราว 70% เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
จากผลการสอบสวนที่ระบุว่ามี 4 หน่วยงานรัฐบาลที่ต้องร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ หน่วยงานตรวจสอบอิสระ (ICU) สังกัดกระทรวงการเคหะ, กรมการอาคาร, กรมการดับเพลิง และกรมแรงงาน โดยเฉพาะหน่วยงาน ICU ที่ถูกระบุว่าต้องรับผิดชอบมากที่สุดจากการขาดการกำกับดูแลผู้รับเหมา
ส่งผลให้ นางวินนี โฮ ฐมนตรีกระทรวงการเคหะ ได้ยื่นหนังสือลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งนายจอห์น ลี ได้อนุมัติการลาออกแล้ว และมอบหมายให้ นายไมเคิล หว่อง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน เข้ามารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว พร้อมประกาศยุบหน่วยงาน ICU เพื่อจัดตั้งหน่วยงานใหม่เข้ามาควบคุมดูแลโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐทั้งหมดแทน
นอกจากนี้ จอห์น ลี ยังระบุว่า รัฐบาลได้เริ่มกระบวนการสอบสวนวินัยตามระบบความรับผิดชอบของหัวหน้าส่วนราชการระดับที่ 2 เพื่อตรวจสอบข้าราชการในทั้ง 4 หน่วยงานว่ามีการฝากฝืนกฎระเบียบหรือจริยธรรมข้าราชการหรือไม่ โดยคาดว่าจะสรุปผลได้ภายใน 3 เดือน เพื่อลงโทษทางวินัยต่อไป ขณะที่ในทางคดีอาญา ทางการได้สั่งฟ้องดำเนินคดีบุคคล 7 ราย และบริษัท 2 แห่ง ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และมีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องไปแล้วอย่างน้อย 35 ราย
เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและการตัดลดมาตรฐานความปลอดภัยในการปรับปรุงอาคาร นายพอล แลม ทิง-กว็อก รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ประกาศยกเครื่องกฎหมาย 3 ฉบับ โดยกฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะได้รับการแก้ไขให้การฮั้วประมูลเป็นความผิดทางอาญา โดยครอบคลุมโครงการปรับปรุงอาคาร ตั้งแต่งานในระยะเริ่มต้นไปจนถึงงานให้คำปรึกษา รวมถึงความผิดทางอาญาที่มีอยู่แล้ว เช่น การกำหนดราคา ทั้งนี้ โทษสูงสุดอาจเป็นจำคุก 10 ปี ปรับ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือปรับเป็น 3 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ หรือคิดเป็น 50% ของกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้อง ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูลไว้ในบัญชีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมที่จัดตั้งเป็นองค์กรและอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อเพิ่มอำนาจสอบสวนและอายัดทรัพย์สิน พร้อมแก้ไขกฎหมาย ICAC เพื่อเพิ่มอำนาจการสอบสวนของหน่วยงานต่อต้านการทุจริต
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสำหรับเจ้าของบ้าน โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณเริ่มต้น 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อเข้ามาดูแลและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนที่ต้องปรับปรุงอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรวมหัวทุจริตของผู้รับเหมา
ด้านนายคริส ถัง ปิง-เคือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคง ประกาศว่า กรมดับเพลิงจะจัดตั้งเขตปฏิบัติการป้องกันอัคคีภัยขนาดใหญ่แห่งใหม่ เพื่อมุ่งจัดทำแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงสูง ทางการยังจะศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันแจ้งเตือนประชาชนผ่านโทรศัพท์มือถือเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
นายถังกล่าวว่า รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายแล้ว โดยกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติตามกฎหมายก่อนปิดหรือระงับการทำงานของระบบติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง และการระงับแต่ละครั้งจะมีระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน ส่วนอาคารที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่จะถูกตรวจสอบโดยมุ่งเป้าไปที่ความเสี่ยง หากพบว่าระบบแจ้งเตือนอัคคีภัยชำรุด ทางการจะออกคำสั่งระงับงาน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนระบบขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาติดตั้งระบบดับเพลิงจากการขึ้นทะเบียนถาวร เป็นระบบที่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี และให้อำนาจทางการระงับใบอนุญาตของผู้รับเหมาที่กระทำผิดร้ายแรง
นอกจากนี้ นายคริส ซุน ยุก-ฮัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ กล่าวว่า กรมแรงงานได้ใช้หุ่นยนต์ติดตั้งกล้องอินฟราเรดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบไซต์ก่อสร้างและตรวจจับการสูบบุหรี่
กรมแรงงานจะศึกษาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ภาคสนามระบุตัวผู้ที่สูบบุหรี่ในพื้นที่ก่อสร้างด้วย พร้อมขอความร่วมมือประชาชนส่งภาพถ่าย หากพบคนงานฝ่าฝืนกฎหมาย ซุนกล่าวว่า หากจำเป็น รัฐบาลจะปรับแก้กฎหมายเพิ่มเติมและเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น.
ที่มา South China Morning Post


