ข้อมูลเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ มากกว่า 41,000 คนรั่วไหล ครอบคลุมทั้งชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ตำแหน่งงาน และรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการลับและการเฝ้าระวัง รวมถึงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการลับ หน่วยสอดแนม และฝ่ายปราบปรามผู้อพยพ ท่ามกลางกระแสการกวาดล้างเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดในยุครัฐบาลทรัมป์ และเกิดขึ้นท่ามกลางกรณีข้อมูลหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ รั่วไหลหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา
ข้อมูลของเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ หรือ DHS มากกว่า 41,000 คน ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ โดยรวมถึงบุคลากรที่ทำงานด้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง การเฝ้าระวัง และงานข่าวกรอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการลับและการทำงานนอกเครื่องแบบ
เว็บไซต์ Distributed Denial of Secrets ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เผยแพร่ข้อมูลเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "Department of Peace" โดยมาเอีย ไครมิว นักข่าวและนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ร่วมกับเว็บไซต์ดังกล่าว นำข้อมูลออกเผยแพร่ในฐานข้อมูลชื่อ "Icepick"
โฆษก DHS ระบุว่า หน่วยงานรับทราบถึงความเป็นไปได้ที่ระบบจะถูกละเมิดข้อมูล และกำลังเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมยืนยันว่าให้ความสำคัญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุกคน และจะดำเนินมาตรการเพื่อให้บุคลากรได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม โดยจะแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะเมื่อมีรายละเอียดมากขึ้น
ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วยชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล ที่อยู่ที่ทำงาน ตำแหน่งงาน และกลุ่มอีเมลของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ DHS ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) หน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) สำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) รวมถึงหน่วยงานพิทักษ์ความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง
ข้อมูลระบุว่า เจ้าหน้าที่มากกว่า 21,000 คนสังกัด CBP และเกือบ 6,600 คนสังกัด ICE นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อปฏิบัติการที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะหลายสิบรายการ รายชื่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ควบคุมหรือเข้าร่วมปฏิบัติการ ตลอดจนเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงาน ซึ่งรวมถึงเครื่องมือจากบริษัท Cellebrite และ Palantir
ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานปฏิบัติการพิเศษ การเฝ้าระวัง การตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ และการปฏิบัติการนอกเครื่องแบบ ขณะที่บางรายการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรภายใน โครงการ และภารกิจที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน แม้ข้อมูลบางส่วนจะตรงกับรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่เผยแพร่ไว้บน LinkedIn ก็ตาม
เอ็มมา เบสต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Distributed Denial of Secrets กล่าวว่า ไครมิวได้พัฒนาเครื่องมือค้นหาข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบฐานข้อมูลที่เผยแพร่ได้ โดยระบุว่าเป้าหมายคือการเปลี่ยนจากการไม่เปิดเผยตัวตนไปสู่ความรับผิดรับชอบต่อการกระทำ และช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้สื่อข่าว การยื่นคำขอข้อมูลภาครัฐ และการตรวจสอบของสภาคองเกรส
เบสต์กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเผยแพร่รายชื่อเจ้าหน้าที่ทั่วไป แต่ยังช่วยระบุบุคลากรที่กำกับดูแลปฏิบัติการลับและปฏิบัติการนอกเครื่องแบบ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสืบหาผู้เปิดเผยข้อมูลภายในรัฐบาล และโครงการควบคุมตัวกับเนรเทศผู้อพยพของ DHS ที่ขยายตัวต่อเนื่อง
กลุ่ม Department of Peace ระบุว่า สามารถเข้าถึงข้อมูลประวัติเจ้าหน้าที่ผ่านระบบลงชื่อเข้าใช้ครั้งเดียว หรือ Single Sign-On ของบริษัท Okta ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่องค์กรใช้ควบคุมการเข้าถึงแพลตฟอร์มภายใน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้โดยอิสระ
โฆษกของ Okta กล่าวว่า บริษัทรับทราบข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้แล้ว แต่ยืนยันว่า “ระบบของ Okta มีความปลอดภัย และเราไม่มีหลักฐานว่าข้อมูลหรือระบบของเราถูกเจาะระบบ”
รอยเตอร์ระบุว่า ยังไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดที่รั่วไหลได้ แต่สามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ DHS จำนวน 6 คน โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลจากบริษัทเครดิตบูโรและข้อมูลการรั่วไหลที่รวบรวมโดย District 4 Labs ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข่าวกรองบนเว็บมืด นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังติดต่อเจ้าหน้าที่ DHS โดยตรง 3 คน และยืนยันหมายเลขโทรศัพท์กับรายละเอียดอื่น ๆ ได้ โดยหนึ่งในนั้นกล่าวว่าเพิ่งทราบเรื่องการรั่วไหลเป็นครั้งแรก
กลุ่ม Department of Peace ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็น แต่ในข้อความที่เผยแพร่พร้อมฐานข้อมูล กลุ่มดังกล่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ DHS มีข้อมูลของประชาชนอยู่แล้ว จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่ประชาชนจะมีข้อมูลของเจ้าหน้าที่เช่นกัน พร้อมอ้างว่าหวังให้ข้อมูลที่เผยแพร่ช่วยจำกัดความเสียหายเพิ่มเติมจากการดำเนินงานของ DHS
กลุ่มดังกล่าวยังเชื่อมโยงการโจมตีครั้งนี้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ICE โดยกล่าวถึงคำพูดของนายมาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งกล่าวเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ว่า กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อหน่วยงาน ขณะที่กลุ่ม Department of Peace เคยอ้างความรับผิดชอบต่อการเจาะระบบ DHS และเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับสัญญากับผู้ให้บริการภายนอกมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม
เหตุการณ์นี้นับเป็นกรณีข้อมูลหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ รั่วไหลหรือถูกโจมตีครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน กลุ่มแฮ็กเกอร์ ShinyHunters อ้างว่าได้ขโมยข้อมูลจำนวนมากจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับงานและข้อมูลทางการแพทย์ของเจ้าหน้าที่หลายพันคน ส่วนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผชิญคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มหลังเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล ซึ่งส่งผลกระทบต่อข้อมูลของกำลังพลทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายล้านคน
นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งกลางของสหรัฐฯ หรือ FEC ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลการบริจาคเงินให้แคมเปญทางการเมือง ต้องปิดระบบลงชั่วคราวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังเกิดข้อสงสัยว่ามีความพยายามเจาะระบบ
กรณีข้อมูลเจ้าหน้าที่ DHS รั่วไหลเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผลักดันให้เพิ่มการจับกุมและเนรเทศบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายอย่างมาก
ปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองในปีนี้เผชิญเหตุรุนแรงหลายครั้ง โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ ICE ยิงใส่บุคคลมากกว่า 24 คน และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน ในจำนวนนี้รวมถึงอเล็กซ์ เพรตติ และเรเน กูด ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตในรัฐมินนิโซตา แม้ทั้งสองไม่ได้เป็นเป้าหมายของการจับกุม
เจ้าหน้าที่ ICE มักปฏิบัติหน้าที่โดยสวมหน้ากากและแว่นกันแดดเพื่อปกปิดใบหน้า ขณะที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบางส่วนไม่แสดงตัวตน แม้กฎหมายกำหนดให้ต้องระบุตัวตนก็ตาม ประเด็นนี้ทำให้นักการเมืองสหรัฐฯ เรียกร้องให้ DHS บังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวอย่างจริงจัง
ข้อมูลจากสถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐาน ระบุว่า นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2568 สหรัฐฯ ดำเนินการเนรเทศบุคคลไปแล้วเกือบ 1 ล้านคน โดยมากกว่า 70% เป็นผู้ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม.


