ไมโครซอฟท์เผยกำไรไตรมาสล่าสุดทะลุ 36,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.23 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากธุรกิจคลาวด์และความต้องการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 19% แตะ 92,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังบริษัทประกาศเสนอแพ็กเกจจูงใจให้พนักงานราว 60,000 คนสมัครใจลาออก

ไมโครซอฟท์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุดเดือนกันยายน โดยมีกำไรมากกว่า 36,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.23 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 92,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 90,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกำไรที่นักวิเคราะห์คาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 35,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้รับแรงหนุนจากธุรกิจคลาวด์คอมพิวติง โดยรายได้จากบริการไมโครซอฟต์ คลาวด์ เพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ Azure ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์หลักของบริษัท มีรายได้เติบโต 48% ในไตรมาสดังกล่าว

ราคาหุ้นไมโครซอฟท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในการซื้อขายหลังตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการ โดยรายงานหนึ่งระบุว่าหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 2.9% ขณะที่ข้อมูลอีกช่วงหนึ่งระบุว่าราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 5% หลังประกาศผลประกอบการ สะท้อนการตอบรับเชิงบวกของนักลงทุนต่อรายได้และกำไรที่สูงกว่าคาด

อย่างไรก็ตาม รายงานผลประกอบการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังบริษัทประกาศโครงการสมัครใจลาออก โดยเสนอเงินชดเชยและความช่วยเหลือด้านการวางแผนอาชีพให้แก่พนักงานที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 60,000 คน ในทีมงานที่แคนาดา อินเดีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เพื่อปรับขนาดและโครงสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

ไมโครซอฟท์ระบุว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และเปิดโอกาสให้พนักงานที่สมัครใจลาออกได้รับการสนับสนุนทางการเงินและคำแนะนำในการวางแผนอาชีพ ทั้งนี้ บริษัทมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 223,000 คน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ลดลงจาก 228,000 คน ณ สิ้นปี 2568

นับเป็นโครงการสมัครใจลาออกครั้งที่สองของบริษัทในปีนี้ หลังจากเมื่อเดือนเมษายน ไมโครซอฟท์เปิดโอกาสให้พนักงานในสหรัฐฯ ประมาณ 7% ของกำลังคนในประเทศเลือกเกษียณก่อนกำหนด

ไมโครซอฟท์และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ กำลังลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI ทั้งชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล และระบบคลาวด์ ท่ามกลางคำถามของนักลงทุนว่า การใช้จ่ายในระดับสูงเช่นนี้จะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าไมโครซอฟท์จะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมประมาณ 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ขณะที่บริษัทเปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายด้านที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แตะ 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า บริษัทกำลังเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ พร้อมนำเสนอทางเลือก การควบคุม และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ เขายังระบุว่า การพัฒนา AI ช่วยขยายการนำเทคโนโลยีไปใช้งาน และสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

นาเดลลากล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เพิ่มอีก 24 แห่งทั่วโลก เพื่อรองรับความต้องการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น

เอมี ฮูด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า บริษัทมีรายจ่ายลงทุนรวม 45,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสดังกล่าว โดยประมาณสามในสี่เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานสั้น เช่น ชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

บริษัทคาดว่ารายจ่ายลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จะสูงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายตลอดทั้งปีอาจแตะ 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฮูดกล่าวด้วยว่า บริษัทพร้อมเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมเมื่อเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเสริมกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจและรักษาความยืดหยุ่นทางการเงิน

ไมโครซอฟท์กำลังแข่งขันกับแอมะซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) และอัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ในตลาดบริการคลาวด์คอมพิวติงระดับโลก โดยข้อมูลจาก Synergy Research Group ระบุว่า AWS ยังคงเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาจากรายได้ในไตรมาสสองของปีนี้ ตามด้วยไมโครซอฟท์และกูเกิล

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจคลาวด์ของกูเกิลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายได้ในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แตะ 30,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยับเข้าใกล้รายได้ของ Azure ซึ่งอยู่ที่ 33,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกัน

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่คาดว่าจะใช้จ่ายรวมกันมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ สำหรับชิป AI และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์ข้อมูล ขณะที่หลายบริษัทเริ่มพึ่งพาการระดมทุนและการกู้ยืมเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ อัลฟาเบตระดมทุนได้ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านการเสนอขายตราสารทุน เพื่อสนับสนุนการขยายศูนย์ข้อมูล AI ส่วนเมตา บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ประกาศแผนระดมทุน 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านการเสนอขายหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อใช้ลงทุนด้าน AI เช่นกัน

การระดมทุนของเมตจา ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมลงคะแนนในเดือนพฤศจิกายนว่าจะอนุมัติภาษีความมั่งคั่งชั่วคราวสำหรับมหาเศรษฐีที่พำนักอยู่ในรัฐหรือไม่ โดยมีรายงานว่าการเสนอขายหุ้นส่วนหนึ่งเป็นกลไกทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความพยายามรักษามาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา ให้อยู่ในแคลิฟอร์เนีย

ขณะที่ผลประกอบการของไมโครซอฟท์ออกมาดีกว่าคาด อัลฟาเบตกลับเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุน หลังรายงานกำไรสุทธิรายไตรมาสลดลง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยืนยันว่าจะยังคงลงทุนด้าน AI ในระดับสูง ส่งผลให้หุ้นของบริษัทปรับตัวลดลง 9.75% หลังประกาศผลประกอบการเมื่อวันพุธ

ด้านแอมะซอนมีกำหนดรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันที่ 29 ต.ค. ซึ่งนักลงทุนจะจับตาตัวเลขรายได้และแผนการลงทุนด้าน AI อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด.


ที่มา AFP / BBC