ผลนับคะแนนเลือกตั้งอิสราเอลอย่างไม่เป็นทางการ หลังนับคะแนน 76.8% ชี้ว่า กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีคะแนนนำฝ่ายค้าน แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ ขณะที่พรรคการเมืองอาหรับมีแนวโน้มได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 19 ที่นั่ง เปิดทางให้การจัดตั้งรัฐบาลต้องอาศัยการเจรจาต่อรองระหว่างพรรค และอาจยืดเยื้อหลายสัปดาห์
ผลนับคะแนนเลือกตั้งรัฐสภาอิสราเอล ซึ่งมีความคืบหน้าในวันนี้ (28 ต.ค.) ระบุว่า กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีคะแนนนำฝ่ายคู่แข่ง แต่ยังไม่มีฝ่ายใดได้ที่นั่งมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้
ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางของอิสราเอล ณ เวลา 10.58 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังนับคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งแล้วร้อยละ 76.8 ระบุว่า กลุ่มที่สนับสนุนเนทันยาฮูได้ 54 ที่นั่ง ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านซึ่งนำโดยกาดี ไอเซนคอต ได้ 47 ที่นั่ง ส่วนพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงชาวอาหรับรวมกันได้ 19 ที่นั่ง
ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นผลนับคะแนนบางส่วนและอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อการนับคะแนนดำเนินต่อไป โดยบัตรเลือกตั้งที่บรรจุในซองสองชั้น ซึ่งรวมถึงบัตรของทหาร จะได้รับการนับภายหลัง
พรรคการเมืองบางพรรคยังมีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 3.25 สำหรับเข้าสู่รัฐสภา ได้แก่ พรรค Reservists ซึ่งได้คะแนนร้อยละ 2.6 พรรค People of Israel ร้อยละ 1.7 และพรรค Charedi Public ร้อยละ 0.2
รัฐสภาอิสราเอล หรือคเนสเซต มีทั้งหมด 120 ที่นั่ง พรรคหรือกลุ่มการเมืองจำเป็นต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 61 ที่นั่ง จึงจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้
ผลนับคะแนนบางส่วนสะท้อนว่า พรรคการเมืองอาหรับมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนที่นั่งเป็น 19 ที่นั่ง หลังผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอาหรับในอิสราเอลออกมาใช้สิทธิในจำนวนมาก โดยพรรคสำคัญ ได้แก่ กลุ่มบัญชีรายชื่อร่วม และพรรค Ra’am
หากกลุ่มฝ่ายค้านของไอเซนคอตสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมรัฐบาลกับพรรคอาหรับ ก็อาจรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึงระดับเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตาม แกนนำฝ่ายค้านส่วนใหญ่เคยแสดงท่าทีไม่ต้องการร่วมรัฐบาลกับพรรคอาหรับ โดยอ้างว่ามีความแตกต่างด้านค่านิยมและจุดยืนทางการเมือง
ยาร์ โกแลน หัวหน้าพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มฝ่ายค้าน เรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลที่เปิดทางให้พรรคการเมืองอาหรับเข้ามามีส่วนร่วม โดยกล่าวผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า อิสราเอลไม่ควรยอมรับการแบ่งแยกคะแนนเสียงระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับตามแนวทางของเนทันยาฮู และควรใช้โอกาสนี้จัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่ม
ก่อนการเลือกตั้ง โกแลนเป็นหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวในกลุ่มฝ่ายค้านที่ประกาศชัดเจนว่าพร้อมทำงานร่วมกับพรรค Joint List และ Ra’am ขณะที่ไอเซนคอตและแกนนำฝ่ายค้านคนอื่น ๆ ระบุว่าจะไม่จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับสมาชิกสภาชาวอาหรับ
อย่างไรก็ตาม พรรคอาหรับอาจเลือกสนับสนุนฝ่ายค้านในการลงมติบางเรื่องเป็นรายกรณี โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจช่วยให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยสามารถบริหารประเทศต่อไปได้
หลังผลสำรวจหน้าคูหาเลือกตั้งก่อนหน้านี้ชี้ว่า ทั้งสองฝ่ายมีคะแนนสูสีกัน โดยคาดว่าจะได้ที่นั่งประมาณ 51 ที่นั่งต่อฝ่าย ผลนับคะแนนบางส่วนทำให้กลุ่มเนทันยาฮูขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนำ แต่ยังห่างจากเกณฑ์ 61 ที่นั่ง
เนทันยาฮู วัย 77 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลมาเป็นเวลานานหลายช่วงตลอดเกือบสองทศวรรษ กล่าวต่อผู้สนับสนุนที่กรุงเยรูซาเล็มในช่วงเช้ามืดวันพุธว่า ต้องการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายขวาที่เข้มแข็ง พร้อมเรียกร้องให้เสียงข้างมากของชาวยิวและกลุ่มไซออนิสต์รวมตัวกัน อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ประกาศชัยชนะโดยตรง
ด้านไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอลและผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองน้อยกว่าเนทันยาฮู กล่าวต่อผู้สนับสนุนในกรุงเทลอาวีฟว่า เนทันยาฮูไม่ควรใช้ประเด็นความมั่นคงของประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมเรียกเขาว่าเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ไม่มีอาณัติหรือความไว้วางใจจากประชาชน
ไอเซนคอตกล่าวด้วยว่า ประชาชนลงคะแนนเพื่อการเปลี่ยนแปลง และเรียกร้องให้ผู้นำที่ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจยอมรับผลการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า การสนับสนุนเนทันยาฮูของเขามีส่วนช่วยอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่อิสราเอลเผชิญแรงกดดันระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น จากสงครามในอิหร่านและฉนวนกาซา ตลอดจนการขยายการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลและความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง
แม้ไอเซนคอตมีจุดยืนด้านความมั่นคงหลายประการใกล้เคียงกับเนทันยาฮู และเคยสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา แต่เขาให้คำมั่นว่าจะสร้างบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศที่เปิดกว้างมากขึ้น ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาชาติ และควบคุมความรุนแรงจากกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเวสต์แบงก์
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบร้อยละ 78 ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 สะท้อนความสนใจของประชาชนต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีฝ่ายใดสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอาจยืดเยื้อหลายสัปดาห์ และหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก็อาจนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ระหว่างนี้เนทันยาฮูจะยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีรักษาการจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิสราเอลจะหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนมอบหมายให้บุคคลที่เห็นว่ามีโอกาสรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากที่สุดเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล โดยผู้ได้รับมอบหมายมีเวลา 28 วัน และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 14 วันหากจำเป็น
หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในกำหนด ประธานาธิบดีอาจมอบหมายให้ผู้สมัครรายอื่นดำเนินการแทน และหากความพยายามดังกล่าวล้มเหลว สมาชิกสภาอาจเสนอชื่อบุคคลที่สามให้ลองจัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง แต่หากยังไม่สำเร็จ อิสราเอลจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
อิสราเอลเคยจัดการเลือกตั้งถึง 5 ครั้งระหว่างปี 2019-2022 เนื่องจากพรรคการเมืองไม่สามารถตกลงร่วมรัฐบาลกันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการเลือกตั้งปี 2022 พรรค Likud ของเนทันยาฮูได้ที่นั่งมากที่สุด 32 ที่นั่ง ก่อนจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคฝ่ายขวาจัดหลายพรรค จนมีเสียงสนับสนุนรวม 64 ที่นั่ง
คาดว่าผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการจะประกาศได้ภายในเย็นวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม หรือเช้าวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม.
ที่มา The Times of Israel / BBC / AFP


