เผยงบประมาณที่ใช้ในสงครามอิหร่านพุ่งสูงทะลุ 47,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.59 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงกว่า 25% โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทดแทนและเครื่องบินโดรนที่สูญหาย ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนจากปัญหาราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้า
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินไปแล้วมากกว่า 47,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างอิงข้อมูลประมาณการล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ได้รับมา ซึ่งยังไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ และเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 จากตัวเลข 37,500 ล้านดอลลาร์ที่พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม (CENTCOM) ซึ่งสำนักข่าวซีบีเอส นิวส์ได้รับ ระบุว่า ณ ช่วงกลางเดือนตุลาคม ค่าใช้จ่ายสงครามอยู่ที่อย่างน้อย 47,100 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อจัดหาอาวุธและกระสุนที่ใช้ไปแล้วประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์ ค่าอุปกรณ์ทางทหารที่สูญเสียและต้องจัดหาทดแทนประมาณ 6,100 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปฏิบัติการ รวมถึงการสนับสนุนกำลังพลอีกประมาณ 11,900 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมความเสียหายต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ขณะที่สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินเมื่อเดือนก่อนว่า สงครามอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 2,000–3,000 ล้านดอลลาร์ ตราบใดที่การสู้รบยังดำเนินต่อไป โดยส่วนหนึ่งมาจากความจำเป็นในการจัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นเพื่อป้องกันการโจมตีของอิหร่าน
สงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอล โดยในช่วงแรกสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงราคาแพงโจมตีระบบป้องกันของอิหร่าน ก่อนตั้งใจจะเปลี่ยนไปใช้อาวุธที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น ระเบิดที่ปล่อยจากอากาศ แต่การหยุดยิงในเดือนเมษายนเปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นฟูระบบป้องกันและนำขีปนาวุธกับโดรนบางส่วนกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ตามข้อมูลในรายงาน
ต่อมา รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน เพื่อจำกัดรายได้จากการส่งออกน้ำมัน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าอาจกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า เพนตากอนได้เตรียมแผนรองรับการกลับมาสู้รบอย่างหนัก หากได้รับคำสั่ง
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นยังเกิดขึ้นในช่วงที่พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะชี้ชะตาการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสอีกสองปีข้างหน้า ราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นจากสงครามส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของผู้สมัครพรรครีพับลิกันและคะแนนความพึงพอใจต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภาด้วยจำนวนที่นั่งไม่ห่างจากฝ่ายค้านมากนัก
ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตือนเมื่อเดือนก่อนว่า การใช้กระสุนและอาวุธจำนวนมากในสงครามทำให้คลังอาวุธสำรองบางส่วนขาดแคลนในระดับที่อาจกระทบต่อยุทธศาสตร์ทางทหาร ส่งผลให้กระทรวงกลาโหมต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์โต้แย้งว่ากองทัพไม่ได้กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมด้านกลาโหมอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการอนุมัติ ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการทำสงครามอย่างโปร่งใสมากขึ้น.


