เกาหลีเหนือเคลื่อนปืนใหญ่หันลำกล้องมุ่งตรงมายังฝั่งเกาหลีใต้ บริเวณเขตปลอดทหาร (DMZ) สร้างความหวาดวิตกให้แก่ผู้มาเยือนจุดชมวิวแอจีบง ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้เร่งสยบความตื่นตระหนก ชี้เป็นเพียง "ปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นเก่า" ที่นำมาตั้งในจุดที่เห็นชัดเพื่อแสดงกำลังเชิงสัญลักษณ์ หลังสองฝ่ายเปิดศึกวาจาและเสริมกำลังเข้มข้น

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังจุดชมวิวแอจีบง ในเมืองคิมโพ ทางตะวันตกของกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แสดงความกังวลเมื่อวันอังคาร หลังพบยานเกราะติดตั้งปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือบริเวณแนวชายแดน โดยหันลำกล้องไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นฝั่งเกาหลีใต้

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ต.ค.) สื่อเกาหลีใต้ถ่ายภาพยานเกราะดังกล่าวได้หนึ่งคันในบริเวณที่มองเห็นได้ชัดใกล้ชายแดน ก่อนที่ภายในวันจันทร์จะพบยานเกราะลักษณะเดียวกันรวมสามคัน โดยทั้งหมดหันลำกล้องปืนไปทางทิศใต้

ภาพถ่ายจากสำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ ซึ่งบันทึกจากจุดชมวิวในเมืองคิมโพ แสดงให้เห็นอาวุธที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเป็นปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 122 มิลลิเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งของเขตแคพุง จังหวัดฮวังแฮ ประเทศเกาหลีเหนือ โดยจุดชมวิวเอจีบงอยู่ห่างจากพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 1.4 กิโลเมตร

จาง กิลซอง อดีตทหารผ่านศึกวัย 83 ปี ซึ่งเคยร่วมรบในสงครามเวียดนาม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นข่าวการเคลื่อนย้ายปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตรของเกาหลีเหนือผ่านทางโทรทัศน์เท่านั้น แต่เมื่อได้เห็นพื้นที่จริงจึงตระหนักว่าภัยคุกคามอยู่ใกล้ตัวเพียงใด พร้อมแสดงความกังวลว่าเกาหลีใต้จะต้องเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์นี้มากเพียงใดในอนาคต

ด้านฮันนาห์ ร็อบบินส์ นักท่องเที่ยวชาวแคนาดาวัย 28 ปี กล่าวว่า คณะทัวร์ของเธอเพิ่งทราบเรื่องปืนใหญ่หลังจากไกด์นำเที่ยวแจ้งให้ทราบที่จุดชมวิว แม้ไกด์จะบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะเกาหลีเหนือจะไม่ยิงปืนออกมา แต่เธอยอมรับว่ายังคงรู้สึกหวาดหวั่นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาวุธดังกล่าวน่าจะเป็นปืนใหญ่อัตตาจร M-1981 ขนาด 122 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระบบปืนใหญ่รุ่นเก่าของเกาหลีเหนือที่เชื่อว่าเริ่มประจำการตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 และมีระยะยิงสูงสุดประมาณ 24 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่บางส่วนของเกาหลีใต้ รวมถึงเมืองคิมโพ อยู่ในระยะยิงได้

ยัง อุก ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากสถาบันนโยบายศึกษาอาซานในกรุงโซล ประเมินว่า การเคลื่อนย้ายปืนใหญ่ครั้งนี้น่าจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพมากกว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการรบอย่างมีนัยสำคัญ โดยการนำอาวุธไปวางในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้ง่าย บ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวดังกล่าว

กองทัพเกาหลีใต้มีท่าทีสอดคล้องกัน โดยจาง โด-ยอง โฆษกคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ ระบุในการแถลงข่าวว่า เกาหลีเหนือได้วางปืนใหญ่รุ่นเก่าไว้ตามพื้นที่ชายฝั่งในตำแหน่งที่เปิดเผยต่อสายตา แม้เกาหลีเหนือจะกล่าวถึงระบบอาวุธใหม่ในแถลงการณ์ช่วงที่ผ่านมา แต่กองทัพเกาหลีใต้ไม่เห็นว่าอาวุธที่ตรวจพบครั้งนี้จะจัดเป็นระบบอาวุธใหม่ได้

ภาพถ่ายยังเผยให้เห็นข้อความโฆษณาชวนเชื่อที่เขียนบนยานเกราะ มีใจความว่า “ทำลายล้างผู้รุกรานจักรวรรดินิยมอเมริกัน ศัตรูคู่อาฆาตของประชาชนเกาหลี” นอกจากนี้ ยังพบเห็นทหารเกาหลีเหนือหลายคนถือธงสีแดงอยู่ใกล้ยานเกราะ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหาร

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดตามแนวเขตปลอดทหาร หรือ DMZ ซึ่งแบ่งแยกเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มมาตรการทางทหารและตอบโต้กันด้วยถ้อยแถลง หลังเกิดเหตุระเบิดทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนเมื่อเดือนกันยายน ส่งผลให้ทหารเกาหลีใต้ได้รับบาดเจ็บสามนาย เกาหลีใต้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือขอโทษ ขณะที่รัฐบาลเปียงยางกล่าวหาว่าโซลแต่งเรื่องเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คิม โย-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เตือนว่า เกาหลีเหนือจะเตรียมติดตั้งเครื่องกระจายเสียงตามแนวชายแดนทั้งหมดภายในไม่กี่วัน เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเกาหลีใต้ พร้อมสั่งเตรียมมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมที่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด หลังเกาหลีใต้เปิดการกระจายเสียงเตือนและยิงเตือนบริเวณชายแดน

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองกำลังเกาหลีเหนือยังถูกพบว่ากำลังก่อสร้างถนนทางยุทธวิธีและแนวรั้วตามชายแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเสริมความแข็งแกร่งให้แนวป้องกัน ตามแนวทางของคิม จอง-อึน ที่ต้องการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีให้เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “สองรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน”

แม้เกาหลีเหนือจะเพิ่มกำลังและเสริมแนวป้องกันบริเวณชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง แต่การนำอาวุธหนักมาตั้งไว้ในตำแหน่งใกล้แนวชายแดนและสามารถมองเห็นได้จากฝั่งเกาหลีใต้โดยตรง ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ และสร้างความกังวลในหมู่ผู้สังเกตการณ์

ทั้งนี้ เขตปลอดทหารยังคงเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลีใต้และชาวต่างชาติ แม้สถานการณ์ระหว่างสองเกาหลีจะตึงเครียดเป็นระยะ โดยในทางเทคนิคแล้ว ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึกในปี 1953 แต่ยังไม่มีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ.


ที่มา Reuters / Yonhap