การหยุดยิงชั่วคราวระหว่างรัสเซียและยูเครนในเมืองโอเลชกี พื้นที่ยึดครองของรัสเซียทางตอนใต้ของยูเครน เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว หลัง "เมลาเนีย ทรัมป์" สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ประกาศเป็นผู้ประสานงานข้อตกลงเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อเปิดทางลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและเร่งอพยพชาวเมืองที่ตกค้างท่ามกลางความขาดแคลนอาหารอย่างหนัก

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครนในเมืองโอเลชกี แคว้นเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครน ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเวลา 03.00 น. วันนี้ (27 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่สู้รบ

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า กองกำลังรัสเซียได้ระงับการยิงในพื้นที่แนวรบเคอร์ซอนตั้งแต่เวลา 04.00 น. ตามเวลารัสเซีย เพื่อเตรียมปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม พร้อมประกาศใช้มาตรการหยุดยิงในพื้นที่ดังกล่าว

ด้านดมิโตร ลูบิเนตส์ กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของรัฐสภายูเครน ยืนยันว่าฝ่ายยูเครนปฏิบัติตามข้อตกลง โดยระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ยูเครนกำลังทำตามพันธกรณีที่ตกลงกันไว้ และทั้งสองฝ่ายกำลังปฏิบัติตามข้อตกลงที่เจรจากัน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบได้ในทันทีว่า การสู้รบในพื้นที่ลดลงจริงหรือไม่

เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เธอมีส่วนช่วยประสานให้เกิดข้อตกลงหยุดยิง โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่พลเรือนจากทั้งรัสเซียและยูเครนจะร่วมกันเข้าเยี่ยมประชาชนถึงบ้าน เพื่อประเมินความต้องการความช่วยเหลือ และจัดการสนับสนุนการอพยพให้แก่ผู้ที่ต้องการเดินทางออกจากเมือง โดยจะประสานการเดินทางไปยังจุดหมายที่แต่ละคนเลือก ซึ่งอาจเป็นทั้งรัสเซียและยูเครน

เมืองโอเลชกีตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของแม่น้ำนีเปอร์ ซึ่งเป็นแนวแบ่งพื้นที่สู้รบในแคว้นเคอร์ซอน และถูกกองกำลังรัสเซียเข้ายึดครองในช่วงแรกของการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 นับตั้งแต่นั้น เมืองแห่งนี้ต้องเผชิญกับการสู้รบและความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ประชาชนที่ยังคงอาศัยอยู่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น

ก่อนสงคราม เมืองโอเลชกีมีประชากรราว 24,000 คน แต่ปัจจุบันตัวเลขประชากรที่ยังเหลืออยู่แตกต่างกันตามการประเมินของแต่ละแหล่งข่าว โดยข้อมูลจากยูเครนบางชุดระบุว่ามีประชาชนประมาณ 6,000 คนในเมืองและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงเด็กประมาณ 200 คน ขณะที่การประเมินของยูเครนและสหรัฐฯ ที่สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างถึงระบุว่า อาจเหลือประชาชนในเมืองเพียงประมาณ 2,000 คน รวมเด็กมากถึง 50 คน

อดีตผู้อยู่อาศัยที่ติดต่อกับครอบครัวซึ่งยังอยู่ในเมืองให้ข้อมูลกับเอเอฟพีก่อนหน้านี้ว่า ประชาชนบางส่วนกำลังอดอยากและแทบไม่มีทางออกจากพื้นที่ บางคนต้องจับนกพิราบเป็นอาหาร หรือพึ่งพาผลผลิตที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน ขณะที่หญิงคนหนึ่งชื่อโอลกา ซึ่งยังติดต่อกับครอบครัวสองครอบครัวในเมือง กล่าวว่า พวกเขาแทบไม่มีแป้งเหลือสำหรับทำขนมปัง

นอกจากนี้ เมืองยังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุเขื่อนคาคอฟกาบนแม่น้ำนีเปอร์พังเมื่อปี 2566 ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่โดยรอบ ภาพจากโดรนที่กองทัพยูเครนเผยแพร่แสดงให้เห็นอาคารอพาร์ตเมนต์ที่ถูกทิ้งร้าง หลายแห่งมีร่องรอยไฟไหม้หรือได้รับความเสียหายจากการสู้รบ ขณะที่วิดีโออีกชุดแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ยูเครนใช้โดรนส่งยาและอาหารให้ประชาชนที่ยังติดค้างอยู่

ยูเครนกล่าวหารัสเซียว่าขัดขวางไม่ให้ประชาชนออกจากเมือง ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ส่วนยานา ลันตราโตวา กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของรัสเซีย ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ผู้ที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ออกไปแล้วโดยสมัครใจ

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่าข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลนานเท่าใด หรือใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง รวมถึงยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับขบวนความช่วยเหลือและขั้นตอนการอพยพ โดยรัสเซียไม่ได้เปิดให้สื่อมวลชนต่างชาติเข้าถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองเป็นประจำ ทำให้การตรวจสอบสถานการณ์ภาคสนามทำได้ยาก

ขณะเดียวกัน การโจมตีของรัสเซียยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่อื่นของยูเครน โดยกองทัพอากาศยูเครนออกคำเตือนเกี่ยวกับขีปนาวุธที่มุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟเมื่อเช้าวันอังคาร ส่วนวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุว่า การโจมตีทำให้สะพานเซาเทิร์นบริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานสำคัญของเมืองได้รับความเสียหาย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของระบบรถไฟใต้ดิน

ข้อตกลงหยุดยิงในเมืองโอเลชกีเกิดขึ้นขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินเข้าสู่ปีที่ 5 และมีรายงานว่าการเจรจาสันติภาพสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนมีกำหนดกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน หลังหยุดชะงักไปหลายเดือน

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก และประชาชนหลายล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน สงครามครั้งนี้กลายเป็นความขัดแย้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปัจจุบันรัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ประมาณหนึ่งในห้าของยูเครน รวมถึงคาบสมุทรไครเมียที่ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในปี 2557 ตลอดจนพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ทางตะวันออก และพื้นที่ขนาดใหญ่ในแคว้นซาโปริซเซียและเคอร์ซอนทางตอนใต้.


ที่มา AFP / BBC