ประเทศแอลจีเรียเตรียมส่งทหารไปยังประเทศไนเจอร์ หลังจากไนเจอร์ขอความช่วยเหลือในการต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธ โดยนี่นับเป็นการส่งทหารไปต่างประเทศครั้งแรกของแอลจีเรียในรอบกว่า 50 ปี
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ต.ค. 2569 ว่า ประเทศแอลจีเรียเตรียมส่งกำลังทหารไปยังประเทศไนเจอร์ ซึ่งนับเป็นการส่งกำลังทหารไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เคยส่งกำลังพลไปยังอียิปต์ในช่วงสงครามอาหรับ-อิสราเอล เมื่อปี 2516 หรือกว่า 53 ปีก่อน
วุฒิสภาของแอลจีเรียจัดการประชุมสมัยวิสามัญเมื่อวันอาทิตย์ (25 ต.ค.) เพื่อลงมติเรื่องการส่งกำลังทหารดังกล่าว ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 148 คนจากทั้งหมด 174 คน ลงคะแนนเห็นชอบ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติเห็นชอบด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องช่วงเวลาและจำนวนทหารที่จะถูกส่งไป
การส่งกำลังทหารในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของไนเจอร์เดินทางเยือนกรุงแอลเจียร์ส เนื่องจากไนเจอร์ต้องการความช่วยเหลือในการต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งบางกลุ่มมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลเคดา หรือกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ISIS - ไอซิส)
ทั้งนี้ แอลจีเรียมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในไนเจอร์ รวมถึงโครงการท่อส่งก๊าซที่วางแผนจะขนส่งก๊าซธรรมชาติจากไนจีเรียผ่านไนเจอร์ไปยังแอลจีเรีย โดยคาดว่ากำลังทหารดังกล่าวจะถูกส่งไปเพื่อคุ้มกันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในทางตอนเหนือของไนเจอร์ ใกล้กับชายแดนประเทศลิเบีย
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการนำข้อกฎหมายที่ออกเมื่อปี 2563 มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งอนุญาตให้แอลจีเรียส่งกำลังทหารไปต่างประเทศได้ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญของแอลจีเรีย ที่ยึดถือหลักการไม่ส่งกำลังทหารไปนอกประเทศมาอย่างยาวนาน
“เราไม่ได้ส่งทหารไปเพื่อทำสงครามในไนเจอร์ แต่เป็นภารกิจเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” เบลกาเซม บูลกิติ สมาชิกวุฒิสภาของแอลจีเรียบอกกับผู้สื่อข่าวหลังการลงมติ
ด้านบริษัท “โซนาทรัค” (Sonatrach) รัฐวิสาหกิจพลังงานของแอลจีเรียยังได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับกระทรวงปิโตรเลียมของไนเจอร์ เพื่อสำรวจน้ำมันในภูมิภาคคาฟรา (Kafra) ซึ่งประเมินกันว่า บ่อน้ำมัน 2 จุดที่พบบริเวณดังกล่าว มีปริมาณน้ำมันดิบสะสมอยู่ราว 168 ล้านบาร์เรล และ 100 ล้านบาร์เรล
อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างแอลจีเรียกับไนเจอร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถือว่าไม่ราบรื่นนัก โดยแอลจีเรียเคยออกมาประณามการรัฐประหารในปี 2566 ที่โค่นอำนาจประธานาธิบดี โมฮาเหม็ด บาซูม ที่มาจากการเลือกตั้ง และผู้นำรัฐประหารอย่างพลเอก อับดูราฮามาเน ชีอานี ก้าวขึ้นสู่อำนาจ
ความตึงเครียดได้ยกระดับขึ้นอีกครั้งในปี 2568 หลังแอลจีเรียยิงโดรนของมาลีตกใกล้บริเวณชายแดน ทำให้ไนเจอร์ตัดสินใจเรียกเอกอัครราชทูตประจำกรุงแอลเจียร์สกลับประเทศ เพื่อแสดงจุดยืนอยู่เคียงข้างกับมาลี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเช่นกัน
ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มดีขึ้นในเวลาต่อมา โดยนายพลชีอานีเดินทางเยือนแอลจีเรียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดี อับเดลมาดจิด เทบโบอุน แห่งแอลจีเรียก็ส่งเครื่องบินขับไล่ไปยังไนเจอร์เพื่อช่วยระงับเหตุพยายามรัฐประหาร พร้อมทั้งมอบเฮลิคอปเตอร์ทหารให้อีก 4 ลำด้วย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc


