“ถ้าเป็นคนยุคผมก็คงต้องบอกว่า เขาทราย กาแล๊คซี่ แต่ในปัจจุบันนี้ผมตอบได้เลยว่าคนญี่ปุ่นไม่มีใครไม่รู้จักบัวขาว วันข้างหน้าผมก็อยากให้คนไทยมีความรับรู้ในเรื่องซูโม่แบบนี้เช่นกัน”
โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แสดงความคาดหวังและความมุ่งมั่นต่อโอกาสครั้งสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ที่มีกำหนดครบรอบ 140 ปี ในปีหน้า 2570 ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นหมายมั่นปั้นมือที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมความแน่นแฟ้นอย่างคึกคัก (และเตรียมการมาตั้งแต่ต้นปีนี้)
ก่อนหน้านี้ก็ได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศของไทย ในเรื่องจัดประกวดการออกแบบ โลโก้ความสัมพันธ์ 140 ปีของสองเราไปแล้ว โดยเป็นตราสัญลักษณ์ภายใต้แนวคิด “มิตรภาพที่ยั่งยืน” (Enduring Friendship) ผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
ก่อเกิดเป็นสัญลักษณ์รูปอินฟินิตี้ สื่อถึงมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ภูเขาไฟฟูจิ ดวงอาทิตย์ และเกลียวคลื่น ถ่ายทอดภาพแทนของประเทศญี่ปุ่น ส่วนองค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยและลายไทยประยุกต์ สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยออกแบบดวงดาวบนตราสัญลักษณ์ เพื่อสื่อถึงความหวังและความมุ่งหวังร่วมกันในอนาคต และใช้สีน้ำเงินแทนความมั่นคง ความไว้วางใจ ส่วนสีทองสื่อถึงความรุ่งเรืองและการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
และขณะเดียวกัน หนึ่งในสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการนำเสนอคือวัฒนธรรมดั้งเดิม ประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของ “ซูโม่” ที่อยู่คู่ญี่ปุ่นมายาวนานนับพันปี ผ่านยุคเซนโกกุมาถึงยุคเอโดะและยุคปัจจุบัน ในสมัยโบราณซูโม่จัดแข่งขันเพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ดี และเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา
ซูโม่ถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากในยุคขุนศึก เจ้าเมือง ผู้ครองนครไดเมียว ไปจนถึงระดับโชกุน จนกระทั่งในช่วงต้นยุคเอโดะหรือเมื่อกว่า 400 ปีก่อน วัฒนธรรมนี้ได้ถูกพัฒนารูปแบบ กฎการแข่งขัน จนกลายเป็นกีฬาอาชีพ และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับชาวญี่ปุ่นนั้น “ซูโม่” ถือว่ามีความ “ศักดิ์สิทธิ์” เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น จะเสด็จมาทอดพระเนตรในทุกๆปี มีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศ โดยการแข่งขันระดับมืออาชีพนั้นปีหนึ่งจะมีขึ้น 6ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 15 วัน แบ่งออกเป็น 6 ระดับชั้น สูงสุดเรียกว่า “มาคุอูจิ” ซึ่งนักซูโม่มืออาชีพในระดับนี้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด จะได้รับตำแหน่งสูงสุด “โยโกซึนะ”
จึงเป็นที่มาของการนำวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาจัดแสดงแข่งขันแกรนด์ทัวร์นาเมนต์ครั้งประวัติศาสตร์ในประเทศไทย “Grand Sumo in Bangkok” ระหว่างวันที่ 11–13 มิ.ย.2570 ที่ One Bangkok Forum กทม. โดยสมาคมซูโม่แห่งประเทศญี่ปุ่นจะนำนักซูโม่อาชีพระดับแนวหน้ามาจัดแสดงและแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบในไทยเป็นครั้งแรก มีระดับชั้นมาคุอูจิกว่า 25–30 คน มาร่วมงานเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของซูโม่ ที่ให้ความสำคัญกับความเคารพ ระเบียบวินัย และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
งานนี้ “ฮักคากุ โนบุโยชิ” ประธานสมาคมซูโม่แห่งประเทศญี่ปุ่น อดีตนักซูโม่ระดับโยโกซึนะคนที่ 61 ของแดนอาทิตย์อุทัย ยังนำคณะสมาคมและนักซูโม่มืออาชีพมาเยือนประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพื่อปูนำร่องสู่บรรยากาศการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นอันยาวนาน ซึ่งเอกอัครราชทูตมาซาโตะได้จัดงานเลี้ยงรับรองที่บ้านเอกอัครราชทูต ในสุขุมวิทซอย 3 อย่างเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าระหว่างสองประเทศ มีการจัดแสดงดนตรีโกโตะของญี่ปุ่นของอาจารย์สึโบอิ โนริโกะ สลับด้วยการแสดงโขนฉากหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา
ในงานดังกล่าว ทีมข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ไทยรัฐยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับเหล่า โปรโมเตอร์ ภรรยาของนักซูโม่ที่ร่วมทริปมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ไปจนถึง “ฮาจิเมะ นาคาสุงิ” ผู้อำนวยการบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ในเรื่องวัฒนธรรมซูโม่ของญี่ปุ่น หลายคนให้คำตอบคล้ายๆกันว่า สมัยเด็กฝึกเคนโด้เป็นหลัก แต่ยังไงก็เคยเล่น ซูโม่คือสิ่งที่อยู่ในใจพวกเรา เหมือนคนไทยที่ถึงไม่เคยฝึกมวยไทย แต่ก็จะเคยลองและให้เกียรติให้ความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจอย่างไม่อายใคร การฝึกฝนซูโม่ต้องใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกาย การทรงตัว สมาธิ วินัย ไปจนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ
มีการฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อพัฒนาเทคนิคและเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน ซึ่งหลายต่อหลายครั้งเปรียบเสมือนการฝึกซ้อมมาอย่างยาวนานเพื่อตัดสินชะตากันภายในเวลาไม่กี่วินาที หายากมากที่จะมีการแข่งขันที่สู้กันในระดับนาทีสองนาที ปิดเกมกันได้แค่เพียงเผลอกะพริบตา
สิ่งเหล่านี้มันคือเสน่ห์เฉพาะตัว ที่เราอยากให้คนไทยได้มีโอกาสสัมผัส คาดหวังอย่างยิ่งว่าในงานปีหน้าในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ 140 ปี งานจะออกมาเป๊ะๆเหมือนกับยกเวทีมาจากญี่ปุ่น และหวังว่าวัฒนธรรมซูโม่จะได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากชาวไทย.
ทีมข่าวต่างประเทศ


