ชายชาวต่างชาติถูกฝูงชนกว่า 50 คน รุมทำร้ายจนเสียชีวิต ที่เมืองเดอร์บัน ของแอฟริกาใต้ ท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านชาวต่างชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 ตำรวจแอฟริกาใต้เปิดเผยว่า ชายชาวต่างชาติไม่ทราบชื่อ คาดว่าอายุราว 30 ปลาย จนถึง 40 ปีตอนต้น ถูกชาย 2 คนเข้าไปประชิดตัวริมถนน ก่อนที่ฝูงชนกลุ่มใหญ่ประมาณ 50 คนจะเข้าร่วมรุมทำร้ายจนเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ที่เมืองเดอร์บัน บริเวณชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาใต้

ตำรวจเริ่มการสืบสวนเหตุการณ์นี้ในฐานคดีฆาตกรรมแล้ว แต่โฆษกสำนักงานตำรวจจังหวัดควาซูลู-นาตาล ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปชนวนเหตุ และจะแถลงข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีการตรวจสอบแน่ชัดแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านชาวต่างชาติในแอฟริกาใต้ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน เกิดเหตุผู้ประท้วงเผาร้านค้าและรถยนต์ทั้งในเมืองเดอร์บันและเมืองโซเวโต (Soweto) มาแล้ว

กลุ่มนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม March and March เคยขีดเส้นตายให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารทั้งหมดออกจากประเทศภายในวันที่ 30 มิ.ย. ส่งผลให้เกิดการโจมตีชาวต่างชาติจากประเทศอื่นในแอฟริกาจนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทูต

หลายประเทศ เช่น ไนจีเรีย ซิมบับเว และกานา เร่งอพยพพลเมืองของตัวเองกลับประเทศ เนื่องจากหวั่นเกรงอันตราย โดยมีรายงานพลเมืองจากไนจีเรียและกานาเสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรงก่อนหน้านี้ด้วย

รัฐบาลแอฟริกาใต้เรียกร้องให้ผู้ประท้วงอยู่ในความสงบ ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าต้องมีการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมือง โดยระบุว่าได้เนรเทศและส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศแล้วหลายหมื่นคนนับตั้งแต่เริ่มปราบปรามเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ด้านจาซินตา อึงโกเบเซ-ซูมา หนึ่งในแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหว March and March โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเกลียดกลัวชาวต่างชาติว่า “เราอยู่อาศัยร่วมกับคนเหล่านี้มานานหลายปี แล้วพอวันนี้เราบอกว่ามันมากเกินไปแล้ว พอแล้ว เรากลับถูกมองเป็นพวกเกลียดกลัวชาวต่างชาติ”

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เผชิญกับปัญหาการทำร้ายชาวต่างชาติมาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยมีชนวนเหตุมาจากปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และอัตราการว่างงานที่สูงถึง 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด ส่งผลให้ผู้อพยพมักตกเป็นจำเลยสังคมว่าแย่งงาน ก่ออาชญากรรม และสร้างภาระแก่บริการสาธารณะ แม้ว่าผลวิจัยจะชี้ว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่เป็นความจริงก็ตาม


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc