ไนจีเรียพบผู้ติดเชื้ออีโบลารายแรกในรอบกว่าทศวรรษ โดยทางการยืนยันว่า ตรวจพบหลังจากเธอเริ่มแสดงอาการป่วยนานเกือบ 2 สัปดาห์ ทำให้ไม่แน่ชัดว่าเชื้อแพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใดแล้ว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ต.ค. 2569 ว่า ไนจีเรียพบผู้ติดเชื้ออีโบลาเป็นรายแรกในรอบกว่าทศวรรษ โดยทางการยืนยันว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้ไม่ได้รับการตรวจหาโรคจนกระทั่ง 13 วันหลังจากเริ่มแสดงอาการ ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องความสามารถของไนจีเรียในการควบคุมการระบาดของไวรัสอีโบลาที่ตอนนี้ลามไปถึง 4 ประเทศในแอฟริกาแล้ว
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) กำลังเผชิญกับการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสอีโบลา โดยไวรัสได้ลามเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา ซึ่งตอนนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว แต่เมื่อต้นเดือนตุลาคม มีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศเคนยา และจนถึงตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 7 รายแล้ว ก่อนจะมีการยืนยันเรื่องพบผู้ป่วยรายแรกในไนจีเรียเมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) ทำให้นี่เป็นการแพร่ระบาดที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา
ดร. ฌอง คาเซยา ผู้อำนวยการใหญ่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ผู้ป่วยที่พบในไนจีเรียเป็นภรรยาชาวยูกันดาของนักการทูตชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงอาบูจา อันเป็นศูนย์กลางการเดินทางสำคัญ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. หลังจากไปพักผ่อนหย่อนใจที่ยูกันดานาน 2 สัปดาห์
ดร.คาเซยากล่าวอีกว่า ตามรายงานของทางการไนจีเรีย หญิงรายนี้เริ่มล้มป่วยหลังจากเดินทางถึงกรุงอาบูจา 3 วัน โดยในตอนแรกคิดว่าเป็นโรคมาลาเรีย เธอจึงไปเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลหลายแห่งก่อนที่จะได้รับการตรวจหาเชื้ออีโบลาในวันที่ 19 ต.ค.
“ตอนที่เรากำหนดรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยง ไนจีเรียไม่ได้อยู่ในรายชื่อนั้น แต่ตอนนี้เป็นแล้ว” ดร.คาเซยากล่าว พร้อมเสริมว่า รายชื่อดังกล่าวจะต้องถูกนำมาปรับปรุงใหม่ และภูมิภาคแอฟริกาเหนือกับแอฟริกาใต้ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจาก “เราจำเป็นต้องตระหนักว่าวันนี้ไม่มีใครปลอดภัยแล้ว”
“เราจำเป็นต้องระบุตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งหมด ... ซึ่งกรณีนี้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะผู้ป่วยใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์โดยไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ และได้สัมผัสกับบุคลากรทางการแพทย์ สมาชิกในครอบครัว และเพื่อนฝูงหลายคน”
จนถึงตอนนี้ ไนจีเรียสามารถระบุตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดได้แล้ว 44 คน แต่ ดร.คาเซยากับผู้เชี่ยวชาญเรื่องเชื้ออีโบลาคนอื่นๆ เชื่อว่า จำนวนจะเพิ่มขึ้นอีก
จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า หญิงผู้ติดเชื้อที่พบในไนจีเรียติดเชื้อจากประเทศยูกันดาหรือไม่ โดยยูกันดารายงานพบผู้ป่วยอีโบลารวม 20 ราย ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อที่เข้ามาจากดีอาร์คองโก แต่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ยูกันดาปลอดจากโรคอีโบลาแล้วในเดือนสิงหาคม
ทางการยูกันดาระบุว่า หญิงที่ล้มป่วยในไนจีเรียรายนี้เดินทางไปยังภาคตะวันออกของดีอาร์คองโกก่อนที่จะเดินทางผ่านประเทศยูกันดา แต่เจ้าหน้าที่ไนจีเรียระบุว่าพวกเขายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้
“ผู้ป่วยของเราไม่ได้ยืนยันว่าไปดีอาร์คองโกมาหรือไม่ ดังนั้นเราจึงสันนิษฐานว่าน่าจะติดเชื้อมาจากยูกันดา” ดร. มูฮัมหมัด อาลี ปาเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไนจีเรียบอกกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ด้าน ดร.คาเซยากล่าวว่า Africa CDC กำลังสอบถามความชัดเจนจากทั้งสองประเทศและจากตัวของผู้ป่วยเอง
ขณะที่นาง มาริออน คูปมานส์ นักไวรัสวิทยาชาวดัตช์ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการฉุกเฉินด้านโรคอีโบลาขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การที่ผู้ป่วยหญิงรายนี้เคยไปดีอาร์คองโกหรือไม่นั้น เป็นคำถามสำคัญมาก เพราะหากเธอเคยอยู่ที่นั่นจริง จะยิ่งตอกย้ำความกังวลเรื่องประสิทธิภาพการคัดกรองตามพรมแดนและสนามบิน
แต่หากว่าเธอไม่ได้ไปดีอาร์คองโก ก็จะยิ่งความเป็นไปได้ที่เธออาจติดเชื้อจากยูกันดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่ง “ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม มันยืนยันได้ว่าการระบาดครั้งนี้ยังห่างไกลจากจุดจบมาก” นายคูปมานส์กล่าว
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : reuters


