"เมตา แพลตฟอร์มส์" บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ทำข้อตกลงกับ "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท ให้พำนักอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียต่อไปอีก 8 ปี หลังเจ้าตัวพิจารณาย้ายถิ่นฐานเพราะกังวลข้อเสนอเก็บภาษีความมั่งคั่งจากมหาเศรษฐีในอัตรา 5% แบบครั้งเดียว บริษัทเตรียมออกหุ้นสามัญประเภทใหม่ที่ไม่มีสิทธิออกเสียง เพื่อเปิดทางให้ซักเคอร์เบิร์กขายหุ้นชำระภาษีได้โดยไม่สูญเสียอำนาจควบคุมกิจการ

เมตา แพลตฟอร์มส์ บริษัทเทคโนโลยีเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำข้อตกลงกับมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อให้เขายังคงพำนักอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท ต่อไปอีก 8 ปี หลังซักเคอร์เบิร์กแจ้งคณะกรรมการพิเศษของบริษัทว่า กำลังพิจารณาย้ายถิ่นฐานหลักออกจากแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากมหาเศรษฐี

ข้อเสนอดังกล่าวมีชื่อว่ามาตรการภาษีความมั่งคั่งของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะให้ผู้มีทรัพย์สินระดับมหาเศรษฐีในรัฐจ่ายภาษีครั้งเดียวในอัตรา 5% ของความมั่งคั่งสะสม หากได้รับความเห็นชอบจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการลงคะแนนเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า ยังไม่มีความแน่นอนว่าข้อเสนอนี้จะผ่านความเห็นชอบหรือไม่

แคลิฟอร์เนียเป็นที่พำนักของมหาเศรษฐีมากถึงประมาณ 250 คน ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กมีความมั่งคั่งประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ เขาอาจต้องรับภาระภาษีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และอาจจำเป็นต้องขายหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเพื่อหาเงินมาชำระภาษี ซึ่งอาจกระทบต่ออำนาจควบคุมบริษัท

ภายใต้ข้อตกลง เมตาจะออกหุ้นสามัญประเภท C หรือ Class C ซึ่งไม่มีสิทธิออกเสียง โดยซักเคอร์เบิร์กจะได้รับหุ้นดังกล่าวและสามารถขายหุ้นบางส่วนได้ทันที เพื่อรองรับภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่ต้องลดสัดส่วนอำนาจควบคุมผ่านสิทธิออกเสียง บริษัทระบุว่าจะทยอยผ่อนคลายข้อจำกัดในการขายหุ้นบางประเภทของเขาตลอดระยะเวลา 8 ปี ภายใต้เงื่อนไขว่าเขายังคงดำรงตำแหน่งผู้นำบริษัทและพำนักอยู่ใกล้สำนักงานใหญ่

เอกสารที่เมตายื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ระบุว่า ซักเคอร์เบิร์กแจ้งคณะกรรมการพิเศษว่า การย้ายถิ่นฐานออกจากแคลิฟอร์เนียอาจกลายเป็นประเด็นสาธารณะ โดยเฉพาะหากมีการนำอสังหาริมทรัพย์ที่เขาถือครองในรัฐออกประกาศขาย ซึ่งอาจสร้างคำถามเกี่ยวกับทิศทางการบริหารบริษัทในอนาคต

คณะกรรมการพิเศษของเมตาเห็นว่า การที่ซักเคอร์เบิร์กยังคงเป็นผู้นำบริษัทและบริหารงานจากสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนียมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเผชิญการแข่งขันอย่างเข้มข้นจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ

ซักเคอร์เบิร์กถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงประมาณร้อยละ 61 ของเมตา ทำให้เขามีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างมาก บริษัทระบุว่าการออกหุ้นประเภท C จะช่วยรักษารูปแบบการบริหารที่มีผู้ก่อตั้งเป็นผู้นำ พร้อมเปิดทางให้บริษัทระดมทุนเพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการและรักษาบุคลากรระดับสูง

เมตายังประเมินว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า บริษัทอาจจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาจเริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2569 เพื่อสนับสนุนแผนการเติบโตและการลงทุนด้านเอไอ

ข้อเสนอภาษีความมั่งคั่งดังกล่าวทำให้บุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายรายออกมาต่อต้าน โดยมีรายงานว่าเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล รอน คอนเวย์ นักลงทุน โทนี ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DoorDash และคริส ลาร์เซน มหาเศรษฐีด้านคริปโทเคอร์เรนซี ใช้เงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อคัดค้านมาตรการนี้ ขณะที่เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia เป็นหนึ่งในผู้บริหารเทคโนโลยีไม่กี่รายที่กล่าวว่าไม่ได้กังวลกับภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ โทนี ซู ยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการพิเศษของเมตาด้วย

ด้านเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครต คัดค้านข้อเสนอนี้ โดยให้เหตุผลว่าการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งในระดับรัฐอาจทำให้ผู้มีฐานะร่ำรวยย้ายออกไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและรายได้ของรัฐ หากซักเคอร์เบิร์กย้ายออกจริง ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลรัฐแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากเมตาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์

รายได้จากภาษีที่เสนอจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านสาธารณสุข ความช่วยเหลือด้านอาหาร และการศึกษาของรัฐ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของข้อเสนอยังคงขึ้นอยู่กับการลงคะแนนของประชาชนในเดือนพฤศจิกายน

ในอีกด้านหนึ่ง เมตากำลังเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายจากคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีรายงานว่าเมื่อวันพุธ ศาลในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายและค่าปรับรวม 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกรณีละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลผู้ใช้

คดีนี้เชื่อมโยงกับกรณีอื้อฉาว Cambridge Analytica ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองของอังกฤษถูกกล่าวหาว่าเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เฟซบุ๊กมากถึง 87 ล้านคนผ่านแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม โดยข้อมูลรวมถึงความสนใจส่วนตัว สถานะความสัมพันธ์ และความคิดเห็นทางการเมือง ก่อนถูกนำไปใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2559

คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนกันยายนว่า เมตาละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐมากกว่า 43 ล้านครั้ง โดยอัยการสูงสุดของรัฐกล่าวว่ากฎหมายอนุญาตให้กำหนดค่าปรับได้สูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อการละเมิดแต่ละครั้ง และเงินที่เรียกเก็บได้จะนำไปใช้กับระบบโรงเรียนของรัฐ

เมตาโต้แย้งว่าบริษัทไม่ได้ขายข้อมูลของผู้ใช้ และกล่าวว่าฝ่ายโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้บริโภครายใดถูกทำให้เข้าใจผิดโดยตรง บริษัทเคยขอให้ศาลจำกัดค่าปรับไว้ที่ 3,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเตือนว่าค่าปรับที่สูงกว่านั้นอาจทำให้ธุรกิจไม่ต้องการเข้าไปดำเนินงานในรัฐ

ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม คณะลูกขุนอีกชุดในรัฐนิวเม็กซิโกสั่งให้เมตาจ่ายค่าปรับทางแพ่ง 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกรณีที่บริษัทถูกวินิจฉัยว่าทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของเยาวชนบนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอตส์แอป

เคอร์ติส โจเซฟ มาโฮนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของเมตา ระบุว่า บริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและมั่นใจว่าจะชนะในการอุทธรณ์ พร้อมกล่าวหาว่าคดีดังกล่าวเป็นความพยายามกำหนดข้อจำกัดต่อการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์

คำตัดสินล่าสุดเพิ่มความเสี่ยงทางกฎหมายให้กับเมตา ขณะที่บริษัทกำลังปรับโครงสร้างหุ้นและเตรียมระดมทุนจำนวนมากเพื่อแข่งขันในอุตสาหกรรมเอไอ โดยยังต้องรักษาบทบาทของซักเคอร์เบิร์กในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารที่มีอำนาจควบคุมบริษัท.


ที่มา Reuters / The Telegraph