หน่วยงานรัฐและบริษัททั่วโลกเร่งปิดเว็บไซต์หรือระงับบริการออนไลน์ชั่วคราว หลังพบช่องโหว่ความปลอดภัยร้ายแรง 2 จุดในภาษาโปรแกรม PHP ซึ่งใช้รองรับเว็บไซต์จำนวนมากทั่วโลก โดยมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยค้นหาช่องโหว่ ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์หลายประเทศเตือนให้เร่งติดตั้งแพตช์แก้ไขทันที หรือปิดระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพื่อป้องกันแฮกเกอร์เข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์

หน่วยงานรัฐบาลและบริษัทหลายแห่งทั่วโลกปิดเว็บไซต์หรือระงับบริการออนไลน์ หลังนักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรง 2 จุดในภาษาโปรแกรม PHP ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้พัฒนาและขับเคลื่อนเว็บไซต์จำนวนมาก ตั้งแต่ร้านค้าออนไลน์ สำนักข่าว ไปจนถึงระบบบริการของภาครัฐ

บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Wiz ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกูเกิลประเมินว่า PHP ถูกใช้งานกับเว็บไซต์ทั่วโลกราวร้อยละ 70 แต่สำนักข่าวบีบีซีระบุว่า ยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันตัวเลขดังกล่าวได้โดยอิสระ

สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NSA เตือนองค์กรต่าง ๆ ให้ติดตั้งการอัปเดตแก้ไขโดยเร็วที่สุด หากไม่สามารถแก้ไขได้ทันเวลา ควรนำระบบที่มีความเสี่ยงออกจากระบบออนไลน์ชั่วคราว เนื่องจากช่องโหว่ดังกล่าวอาจเปิดทางให้ผู้โจมตีเข้าถึงระบบไฟล์หรือฐานข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ และอาจเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ช่องโหว่นี้มีความร้ายแรงเป็นพิเศษ เพราะ PHP ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย และบางองค์กรอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าระบบหรือบริการที่ใช้อยู่มี PHP เป็นส่วนประกอบอยู่เบื้องหลัง

บริษัท Calif ตรวจพบช่องโหว่ในเดือนสิงหาคม โดยใช้โมเดล AI ของ OpenAI ในการตรวจสอบโค้ด PHP ภายใต้โครงการตรวจสอบความปลอดภัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก OpenAI ขณะที่ Wiz ระบุว่า บริษัทค้นพบช่องโหว่เดียวกันโดยอิสระในเวลาต่อมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากโมเดล AI รวมถึง Gemini ของ Google และโมเดลของ OpenAI

OpenAI ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นหนึ่งในปัญหาความปลอดภัยที่อาจส่งผลกระทบวงกว้างที่สุดในช่วงที่ผ่านมา และสะท้อนถึงความสามารถของ AI ในการค้นหาข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ที่อาจกระทบระบบอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง

ช่องโหว่ดังกล่าวถูกรายงานเป็นการลับให้ผู้พัฒนา PHP ทราบล่วงหน้า เพื่อเปิดทางให้เตรียมการแก้ไขก่อนเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่รั่วไหลบนโลกออนไลน์เมื่อวันอังคาร ก่อนกำหนดเผยแพร่แพตช์แก้ไข ทำให้หลายองค์กรต้องเร่งปิดเว็บไซต์เพื่อป้องกันการโจมตี

มูลนิธิ PHP Foundation ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาภาษา PHP เผยแพร่การแก้ไขเมื่อวันพุธ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ดูแลระบบที่ใช้งาน PHP เร่งอัปเดตทันที

ในฝรั่งเศส เว็บไซต์ของหน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่ง รวมถึงเว็บไซต์ของตำรวจปารีส ถูกระงับการเข้าถึงตามคำขอของหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ ส่วนฟินแลนด์ปิดบริการเว็บไซต์สาธารณะของรัฐบาลชั่วคราว

ในเนเธอร์แลนด์ บริการยืนยันตัวตนดิจิทัล DigiD เว็บไซต์รัฐสภา และเว็บไซต์ของหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ ถูกนำออกจากระบบชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยง ขณะที่ในออสเตรเลีย หน่วยงานด้านสัญญาณและข่าวกรองของประเทศระบุว่า เว็บไซต์ cyber.gov.au เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ภาครัฐที่ได้รับผลกระทบ

มูลนิธิวิกิมีเดีย ซึ่งดูแลสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia ระบุว่า ได้ปิดระบบสนับสนุนบางส่วนไว้เป็นการป้องกัน จนกว่าจะสามารถติดตั้งแพตช์ได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้ผู้ใช้บางรายไม่สามารถเข้าถึงบริการบางส่วนได้

เว็บไซต์ของสภาเมืองเอดินบะระในสกอตแลนด์ และเว็บไซต์ของรายการโทรทัศน์ BBC บางรายการ เช่น Doctor Who และ The Traitors ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่าเหตุขัดข้องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ PHP โดยตรง

นอกจากนี้ แอปพลิเคชันเกมโปเกมอนหลายรายการ รวมถึง Pokémon HOME, Pokémon Champions และ Pokémon Sleep ได้หยุดให้บริการเพื่อบำรุงรักษาฉุกเฉิน ขณะที่ผู้ให้บริการเกมญี่ปุ่น Umamusume ระบุว่ากำลังดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ PHP ในเซิร์ฟเวอร์ของตน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์เตือนว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การติดตั้งแพตช์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการตรวจสอบให้พบทุกระบบที่ใช้งาน PHP ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ระบบจัดการเนื้อหา แพลตฟอร์มโฮสติง หรือซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการภายนอก

ดอน สมิธ ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยรับมือภัยคุกคามของบริษัท Sophos ระบุว่า ช่องโหว่นี้มีแนวโน้มเป็นเป้าหมายสำคัญของแฮกเกอร์ พร้อมเตือนให้องค์กรตรวจสอบด้วยว่า ผู้โจมตีอาจเข้าถึงระบบไปก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่

ขณะที่เดน เคเนช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Cloudflare บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ระบุว่า เริ่มพบการโจมตีในระยะแรกแล้ว และกำลังปรับมาตรการป้องกันตามรูปแบบการโจมตีใหม่ที่ปรากฏขึ้น

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรประบุว่า ระดับความเสี่ยงของช่องโหว่ชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ผู้โจมตีจะสั่งรันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน ซึ่งอาจนำไปสู่การติดตั้งมัลแวร์หรือทำให้เว็บไซต์หยุดให้บริการ

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ NCSC แนะนำให้ผู้ดูแลระบบติดตามการอัปเดตจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ภายนอกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุปกรณ์และบริการที่มี PHP เป็นส่วนประกอบ

สำหรับขอบเขตของผลกระทบ หน่วยงานรับมือเหตุฉุกเฉินด้านคอมพิวเตอร์ของสหภาพยุโรป หรือ CERT-EU ระบุว่า ช่องโหว่อาจครอบคลุม PHP ตั้งแต่รุ่น 5 ซึ่งเปิดตัวในปี 2547 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม แพตช์ที่ PHP Foundation เผยแพร่รองรับเฉพาะรุ่นใหม่บางรุ่น ผู้ที่ใช้งาน PHP 8.1 หรือเก่ากว่าจึงได้รับคำแนะนำให้อัปเกรดไปใช้รุ่นที่ยังได้รับการสนับสนุน

เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายใหม่ของวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อ AI ช่วยค้นพบช่องโหว่ที่มีโอกาสสร้างผลกระทบในวงกว้างได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน องค์กรต่าง ๆ ก็ต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขระบบให้ทันก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะนำช่องโหว่ไปใช้โจมตี.


ที่มา BBC / AFP