พนักงานของ Google หลายคนตัดสินใจลาออกจากบริษัท เนื่องจากรับไม่ได้ที่ Google ทำสัญญากับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อนำเทคโนโลยี AI ของบริษัทไปใช้ในทางทหาร
สำนักข่าว BBC รายงานว่า พนักงานและนักวิจัยจำนวนหนึ่งใน Google DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนา AI ของ Google ตัดสินใจลาออกหรืออยู่ระหว่างกระบวนการลาออก เพื่อประท้วงที่บริษัททำสัญญากับกองทัพสหรัฐฯ ว่าจะนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในหลายภาคส่วนของกองทัพ ซึ่งพวกเขามองว่าขัดต่อหลักการทางจริยธรรมของบริษัท
โซเฟีย ลีกัวรี วิศวกรวิจัยประจำกรุงลอนดอน ยอมละเมิดข้อตกลงห้ามวิจารณ์บริษัทเพื่อออกมาให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยระบุว่ารู้สึก “อับอาย” ที่ Google ผลักดันการใช้ AI ในการปฏิบัติการทางทหาร
“การตระหนักได้ว่าบริษัทของฉันกำลังผลักดันระบบ AI ไปใช้ในการปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉันรู้สึกอับอายที่ต้องทำงานที่ Google” น.ส.ลีกัวรีกล่าว “ฉันไม่เห็นด้วยกับทิศทางนี้ และมันทำให้ฉันสูญเสียความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะซื่อสัตย์ต่อคุณค่าทางจริยธรรมที่เคยระบุไว้”
“โดยหลักการแล้ว ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้วิจารณ์ Google ตลอดชีวิต” แต่เธอตัดสินใจพูดเพราะ “เชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้เรื่องนี้ถูกรับรู้ และการพูดถึงข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่การวิจารณ์” พร้อมเสริมว่าที่ Google “ผู้คนกลัวการเอาคืนและกลัวว่าจะเสี่ยงต่ออาชีพการงาน คุณจะรู้สึกเหมือนถูกจับตาดู และไม่สามารถพูดอะไรได้”
ขณะที่นาย อันเดรอัส เคิร์สช์ นักวิจัย AI ที่ลาออกจาก Google DeepMind เช่นกัน มองว่าระบบกำกับดูแลของ Google ไม่รัดกุมพอที่จะปล่อย AI ไปใช้ในภารกิจลับทางการทหารได้อย่างปลอดภัย
“ผมเชื่อว่าการกำกับดูแลและการควบคุมของ Google นั้นไม่เพียงพอหรือไม่มีความหมายมากพอที่จะใช้ AI ได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบในสภาพแวดล้อมทางการทหารและสภาพแวดล้อมที่เป็นความลับ” รวมทั้ง “ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอย่างปลอดภัยในอนาคต”
เขาเตือนด้วยว่า “ดูเหมือนว่า Google จะไม่มีสิทธิ์ควบคุมหรือใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) วิธีที่เพนตากอนนำ AI ไปใช้ และดูเหมือนว่าจะมีความสามารถในการมองเห็นจำกัด ว่ามันถูกนำไปติดตั้งใช้งานอย่างไร”
ขณะเดียวกัน พนักงานคนหนึ่งของ Google DeepMind ผู้ไม่เปิดเผยนามแสดงความกังวลว่า คนใน Google รู้สึกกลัวการเอาคืนและการเสียอนาคตทางการงานหากออกมาพูด แต่ก็มีพนักงานสายจริยธรรมจำนวนมากที่ทยอยลาออกไป ในขณะที่บางส่วนมองว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ “การเปลี่ยนผ่านของรุ่น” ที่จะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ ได้เซ็นสัญญากับบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งรวมถึง Google, OpenAI, Amazon, Microsoft, Nvidia และอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้รัฐบาลทรัมป์กลายเป็น “กองกำลังสู้รบที่ใช้ AI เป็นตัวนำ” ภายใต้การนำของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
ด้านโฆษกของ Google ย้ำว่า “เรามีช่องทางเฉพาะเพื่อให้พนักงานสามารถแจ้งข้อกังวลได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่เรื่องจริยธรรมทางธุรกิจไปจนถึงการทุจริต และมีนโยบายสถานที่ทำงานที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแก้แค้นทุกรูปแบบ”
Google ยืนยันด้วยว่า “เราทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐทั่วโลก และปฏิบัติตามกระบวนการที่สอดคล้องกันในการตรวจสอบและทำสัญญาเหล่านี้ รวมถึงการปฏิบัติตามนโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้และหลักการด้าน AI ของเรา”
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนรวมถึง ซาราห์ โชเคอร์ อดีตหัวหน้าทีมภูมิรัฐศาสตร์ของ OpenAI แสดงความกังวลเรื่องการนำ AI ไปใช้ในกองทัพในตอนนี้ “AI จะบีบอัดเวลาที่ผู้ปฏิบัติงานต้องใช้เพื่อการตัดสินใจ เพราะมันทำงานไวกว่ามนุษย์มาก และนั่นเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง”
“เมื่อคุณมีเป้าหมายหลายร้อยรายการที่คัดเลือกโดย AI และมีเวลาเพียงสั้นๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ปฏิบัติงานที่เป็นมนุษย์จะสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI เพื่อหาความผิดพลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ”
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อตกลง Project Nimbus มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ที่ Google ทำร่วมกับกองทัพและรัฐบาลอิสราเอล โดยมีภาพยนตร์สารคดีเรื่อง NAZA ถูกเผยแพร่ออกมาในปีนี้ ซึ่งอ้างว่าอิสราเอลใช้ระบบ AI ในการระบุเป้าหมายโจมตีในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่อิสราเอลปฏิเสธสารคดีนี้ว่าเป็นเรื่องบิดเบือน
นายเคิร์สช์ ระบุว่า “โมเดล AI ในปัจจุบันยังไม่แข็งแกร่งพอ และผมไม่คิดว่าพวกมันถูกฝึกฝนมาเพื่อภารกิจประเภทนี้”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc


