ชาวรัฐอัลเบอร์ตาลงคะแนนเสียงประชามติอย่างท่วมท้น เลือกให้รัฐของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดาต่อไป และปฏิเสธการจัดประชามติแยกตัวเป็นอิสระ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลการลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า ชาวรัฐอัลเบอร์ตาลงคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นมากกว่า 2 ใน 3 เลือกให้รัฐของพวกเขาคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศแคนาดาต่อไป และปฏิเสธการจัดทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชในอนาคต
นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ออกมายกย่องผลลัพธ์ดังกล่าวว่าเป็น “การตัดสินใจที่ชัดเจน” ของชาวอัลเบอร์ตา และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่แคนาดาต้องร่วมมือกันเผชิญหน้ากับความท้าทายภายนอก เช่น สงครามการค้ากับสหรัฐฯ
ส่วนนาง แดเนียล สมิธ ผู้ว่าการรัฐอัลเบอร์ตา และเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดลงคะแนนเสียงหลังมีผู้ล่ารายชื่อจากประชาชนกว่า 300,000 คน แม้ตัวเธอเองจะคัดค้านการแยกตัวก็ตาม ออกมาต้อนรับผลลัพธ์นี้ โดยระบุว่าชาวอัลเบอร์ตาต้องการรัฐอัลเบอร์ตาที่แข็งแกร่งขึ้นภายในแคนาดาที่เป็นหนึ่งเดียว
ขณะเดียวกัน บรรยากาศในงานรวมตัวของฝ่ายสนับสนุนการแยกตัวเป็นไปอย่างเงียบเหงาและเลิกราอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มอย่าง เจฟฟรีย์ ราธ และ มิตช์ ซิลเวสเตอร์ ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวนี้ยังไม่สิ้นสุด และมองว่าการลงคะแนนครั้งนี้เป็นเพียง “ก้าวแรก” เท่านั้น พร้อมทั้งมีแผนที่จะผลักดันเพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำพรรครัฐบาลในอนาคต
ทั้งนี้ กลุ่มที่ต้องการแยกตัวมองว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลกลางในกรุงออตตาวา เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐอัลเบอร์ตา ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมัน โดยการเคลื่อนไหวเริ่มเข้มข้นขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 และการประท้วงกลุ่ม Freedom Convoy ในปี 2565
กลุ่มมวลชนฝ่ายแบ่งแยกดินแดนรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ราว 300,000 คน และยื่นคำร้องในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้มีการจัดทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราช
อย่างไรก็ตาม ศาลในรัฐอัลเบอร์ตาตัดสินให้คำร้องดังกล่าวเป็นโมฆะ โดยชี้ว่ากระบวนการล่ารายชื่อ ขาดการปรึกษาหารือกับกลุ่มชนพื้นเมือง (First Nations) ซึ่งได้รับผลกระทบทางกฎหมายและสิทธิในที่ดินหากมีการแยกตัว
ขณะเดียวกัน มีการรวมตัวของประชาชนฝั่งตรงข้ามในชื่อแคมเปญ Forever Canadian ซึ่งล่ารายชื่อผู้คัดค้านการแยกตัวได้มากกว่า 400,000 คน
แม้ศาลจะสั่งระงับคำร้องล่ารายชื่อเดิม และตัว แดเนียล สมิธ ผู้ว่าการรัฐอัลเบอร์ตา เองจะแสดงจุดยืนว่า เธอสนับสนุนให้อัลเบอร์ตาอยู่กับแคนาดาต่อ แต่เธอเห็นว่าเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการลงคะแนนในเรื่องนี้มีมากเกินกว่าจะมองข้ามได้
การจัดลงคะแนนครั้งนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นทางออกในการฟังเสียงประชาชนอย่างเป็นทางการ โดยมีข้อตกลงว่าหากประชาชนเลือกให้อยู่ต่อ จะไม่มีการหยิบยกเรื่องประชามติแยกตัวขึ้นมาทำอีกในยุคของเธอ
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc


