ชาวแคนาดาลุ้นผลการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐอัลเบอร์ตา แหล่งอุตสาหกรรมพลังงานและน้ำมันดิบอันดับ 4 ของโลก หลังประชาชนลงประชามติแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อแสดงจุดยืนต่อ "การแยกตัวเป็นเอกราช" โดยผลสำรวจส่วนใหญ่ชี้ว่าประชาชนต้องการอยู่กับแคนาดาต่อไป ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ เตือนว่า การแยกประเทศอาจสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ

แคนาดากำลังจับตาผลการลงประชามติในรัฐอัลเบอร์ตา ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นว่า ต้องการให้มีการจัดประชามติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชหรือไม่ หลังประเด็นดังกล่าวสร้างความขัดแย้งและท้าทายเอกภาพของประเทศ

คณะกรรมการการเลือกตั้งรัฐอัลเบอร์ตาระบุว่า หน่วยเลือกตั้งปิดครบทุกแห่งแล้วเมื่อเวลา 22.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 19 ต.ค. หลังบางหน่วยต้องขยายเวลาลงคะแนน เนื่องจากเปิดให้บริการล่าช้า ขณะที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 3.1 ล้านคน และมีผู้ลงคะแนนล่วงหน้าแล้วราว 1.4 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุเวลาที่ชัดเจนว่าจะประกาศผลคาดการณ์ได้เมื่อใด

ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้ชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการแยกตัว โดยผลสำรวจของแองกัส รีด ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า ร้อยละ 66 ต้องการให้รัฐอัลเบอร์ตายังคงเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนการแยกตัวมองว่า รัฐบาลกลางจำกัดการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันผ่านนโยบายสิ่งแวดล้อม และรัฐอัลเบอร์ตามีส่วนสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับกลับคืน

นายมิตช์ ซิลเวสเตอร์ ผู้นำกลุ่มสนับสนุนเอกราช Alberta Prosperity Project ยังคงแสดงความหวังว่าจะได้รับชัยชนะ โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวได้ปลุกกระแสในรัฐให้ตื่นตัวแล้ว และจะเดินหน้าต่อไปไม่ว่าผลประชามติครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

ด้านนางแดเนียล สมิธ มุขมนตรีรัฐอัลเบอร์ตา ซึ่งระบุว่าตนลงคะแนนคัดค้านการแยกตัว เป็นผู้ผลักดันให้มีการลงประชามติเพื่อยุติข้อถกเถียงที่แบ่งแยกประชาชนในรัฐ โดยหากเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนการแยกตัว เธอให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าจัดประชามติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอีกครั้ง แต่หากฝ่ายที่ต้องการอยู่กับแคนาดาชนะ เธอเห็นว่าควรยุติข้อถกเถียงเรื่องการแยกประเทศ

นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งเติบโตในรัฐอัลเบอร์ตา รณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนการอยู่กับแคนาดา โดยเตือนว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังการลงประชามติอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีเบร็กซิตของสหราชอาณาจักรที่ลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป

ขณะเดียวกัน กระแสแบ่งแยกดินแดนในอัลเบอร์ตายังได้รับความสนใจจากบุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกอัลเบอร์ตาว่าเป็นหุ้นส่วนโดยธรรมชาติของสหรัฐฯ ส่วนอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและผู้สนับสนุนทรัมป์ โพสต์ข้อความสนับสนุนให้รัฐแยกตัว ขณะที่แกนนำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนบางส่วนเคยพบเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และนักยุทธศาสตร์การเมืองของพรรครีพับลิกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า แม้ฝ่ายสนับสนุนการแยกตัวอาจพ่ายแพ้ในการลงประชามติครั้งนี้ แต่กระแสดังกล่าวอาจไม่ยุติลง เนื่องจากผลสำรวจพบว่าประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะยังคงดำเนินต่อไป และคำถามสำคัญคือ กลุ่มเคลื่อนไหวจะเดินหน้ารณรงค์เพื่อให้มีประชามติอีกครั้ง หรือพัฒนาไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองที่สนับสนุนเอกราชโดยตรง.


ที่มา Associated Press / Reuters