คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าฟิลิปปินส์สั่งปรับบริษัทและผู้บริหารรวม 6 ธุรกิจ เป็นเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.76 พันล้านเปโซ หรือประมาณ 935 ล้านบาท จากข้อหาจัดตั้ง "แก๊งฮั้วราคาหอมหัวใหญ่" ควบคุมการนำเข้าและกระจายสินค้า ซึ่งทำให้ราคาหอมหัวใหญ่ที่พุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 800 เปโซ หรือราว 425 บาท ในช่วงปลายปี 2022
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าฟิลิปปินส์ (PCC) ประกาศว่า ได้มีคำสั่งปรับผู้ประกอบการ 6 ธุรกิจและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมเป็นเงิน 1.76 พันล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 935 ล้านบาท นับเป็นค่าปรับสูงสุดที่คณะกรรมการฯ เคยกำหนด โดยพบว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ร่วมกันจัดสรรและแบ่งตลาดอย่างผิดกฎหมายในธุรกิจนำเข้า จัดเก็บในห้องเย็น และค้าส่งหอมหัวใหญ่
สำหรับบริษัทและบุคคลที่ถูกลงโทษปรับ ได้แก่บริษัทสั่งนำเข้าและค้าส่ง 4 แห่ง ถูกปรับในอัตราสูงสุดแห่งละ 330 ล้านเปโซ ได้แก่ La Reina Fresh Vegetables & Young Indoor Plants Inc., Yom Trading Corp., ร้านค้า Vegefru Producing Store (โดยนายมาร์ก คาสโตร โอแคมโป) และร้านค้า Rosal Fruit and Vegetable Trading (โดยนางแนนซี คอลลันตา โรซาล)
ส่วนบริษัทผู้ให้บริการคลังสินค้าแช่เย็น ได้แก่ Tian Long Corp. และผู้บริหาร (นายเอริก พาบิโลนา) ถูกปรับร่วมกัน 118.32 ล้านเปโซ ขณะที่บริษัทชิปปิ้งตัวการประสานงาน ได้แก่ Golden Shine International Freight Forwarders Corp. พร้อมด้วยประธานและผู้บริหารบริษัทที่ถูกระบุชื่อในความผิดครั้งนี้
โดยการคำนวณค่าปรับพิจารณาจากปริมาณใบอนุญาตนำเข้าที่แต่ละรายใช้และราคาขายส่งหอมหัวใหญ่ในช่วงที่เกี่ยวข้อง
PCC ระบุว่า กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวร่วมกันควบคุมการนำเข้า การจัดเก็บในห้องเย็น และการกระจายสินค้าหอมหัวใหญ่ทั้งชนิดสีแดงและสีเหลืองทั่วประเทศ โดยมีส่วนแบ่งใบอนุญาตนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้รวมกันเกือบ 50% ของทั้งหมด
ผลการสอบสวนพบว่า Golden Shine ถูกกล่าวหาว่าใช้ข้อมูลและคุณสมบัติของบริษัทผู้นำเข้ารายอื่นในการยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมระบุให้บริษัทเหล่านั้นเป็นผู้รับสินค้า จากนั้นยังติดตามการจัดสรรใบอนุญาตและประสานงานการขนส่งสินค้า
หอมหัวใหญ่ที่นำเข้าจะถูกส่งไปเก็บในคลังห้องเย็นที่บริหารโดย Tian Long ก่อนกระจายไปยังตลาดทั่วประเทศ โดยเครือข่ายดังกล่าวดำเนินกิจกรรมในหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดบูลากัน เมืองอีโลอีโล เมืองเซบู เมืองคากายันเดโอโร และเมืองดาเวา
คณะกรรมการฯ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวละเมิดมาตรา 14 ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าฟิลิปปินส์ ซึ่งห้ามคู่แข่งทำข้อตกลงแบ่งหรือจัดสรรตลาด ไม่ว่าจะตามปริมาณการขาย พื้นที่ ผลิตภัณฑ์ ลูกค้า หรือวิธีการอื่นใด โดยการละเมิดที่อยู่ในคำวินิจฉัยเกิดขึ้นในช่วงปี 2020 และ 2021
เนื่องจากหอมหัวใหญ่ถูกจัดเป็นสินค้าจำเป็นตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าฟิลิปปินส์ จึงต้องเพิ่มค่าปรับเป็นสามเท่าตามข้อกำหนดของกฎหมาย
คำสั่งลงโทษออกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม และผู้ถูกกล่าวหาต้องปฏิบัติตามภายในวันที่ 16 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 15 ตุลาคม ยังไม่มีผู้ใดชำระค่าปรับ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อาจถูกลงโทษเพิ่มเติมตั้งแต่ 60,000 ถึง 2.5 ล้านเปโซ และอาจมีค่าปรับเพิ่มวันละ 55,000 เปโซ โดยค่าปรับรายวันจะเริ่มนับหลังจากออกคำสั่งครบ 45 วัน
PCC ระบุว่า การสอบสวนเริ่มขึ้นหลังราคาหอมหัวใหญ่พุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 800 เปโซในช่วงปลายปี 2022 ทั้งที่ข้อมูลติดตามราคาของกระทรวงเกษตรระบุว่า ในช่วงกลางปีเดียวกัน ราคาหอมหัวใหญ่อยู่ที่ประมาณ 80–100 เปโซต่อกิโลกรัม
การตรวจค้นในช่วงเช้ามืดตามคำสั่งศาลเมื่อเดือนกันยายน 2023 ยังทำให้เจ้าหน้าที่ได้หลักฐานเกี่ยวกับวิธีดำเนินงานของเครือข่ายดังกล่าว โดยบริษัทที่เคยอยู่ในรายชื่อผู้ถูกสอบสวนอีก 2 แห่ง ได้แก่ Philippine Vieva Group of Companies Inc. และ Vegetable Importers, Exporters & Vendors Association of the Philippines Inc. ได้รับการตัดออกจากคำวินิจฉัย เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ามีส่วนร่วมในข้อตกลงจัดสรรตลาด
นอกเหนือจากค่าปรับทางปกครอง PCC ยังสั่งให้ผู้ประกอบการยุติข้อตกลงแบ่งตลาดที่ผิดกฎหมายอย่างถาวร และกำลังพิจารณาส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์ดำเนินการทางอาญา
นายคริสเตียน เดอ ลอส ซานโตส ผู้อำนวยการฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของ PCC ระบุว่า การตรวจสอบความเป็นไปได้ในการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ซึ่งมุ่งตรวจสอบนิติบุคคลและผู้ประกอบธุรกิจที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า PCC ยังรอคำร้องขอให้พิจารณาคำวินิจฉัยใหม่จากผู้ประกอบการ แต่สามารถหารือกับกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและน้ำหนักของคดีได้ตั้งแต่ขณะนี้
นายเค็นเนธ ทาเนเต ผู้อำนวยการบริหารของ PCC ยืนยันว่า แม้ผู้ประกอบการจะชำระค่าปรับแล้ว ก็จะไม่ทำให้คณะกรรมการฯ ลดความมุ่งมั่นในการพิจารณาดำเนินคดีอาญาที่อาจเกิดขึ้น โดยกระบวนการทางปกครองและการดำเนินคดีอาญาเป็นคนละส่วนกัน และกระทรวงยุติธรรมจะต้องประเมินหลักฐานด้วยตนเองก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่.
ที่มา INQUIRER.net / The Philippine Star / BBC


