นายกฯ แคนาดา เตือนการผลักดันลงประชามติแยกอัลเบอร์ตาเกิดขึ้นผิดเวลา ท่ามกลางสงครามการค้า-แรงกดดันจากสหรัฐฯ ขณะที่ประชาชนเตรียมใช้สิทธิลงคะแนน 19 ตค.ว่าจะเริ่มกระบวนการจัดประชามติแยกตัวหรือไม่
วันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ลงพื้นที่เมืองคัลการี รัฐอัลเบอร์ตา เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนความเป็นเอกภาพของประเทศ ก่อนการลงคะแนนในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม โดยเตือนว่าไม่มีช่วงเวลาใดที่เลวร้ายไปกว่านี้สำหรับการผลักดันให้อัลเบอร์ตาแยกตัวออกจากแคนาดา ในขณะที่โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งและความแตกแยก
โดยการลงคะแนนครั้งนี้ไม่ใช่ประชามติตัดสินเอกราชโดยตรง แต่เป็นการให้ประชาชนเลือกว่าจะคงสถานะอัลเบอร์ตา ในฐานะจังหวัดของแคนาดาต่อไป หรือมอบอำนาจให้รัฐบาลเริ่มกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดประชามติแยกตัวในอนาคต
นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวกับอาสาสมัครฝ่ายสนับสนุนแคนาดาว่า ประเทศจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อร่วมมือกัน พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิภายในวันจันทร์ แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยตรง แต่คำเตือนของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดา ผลกระทบจากมาตรการภาษี และคำขู่ซ้ำๆ ของทรัมป์ที่ต้องการให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ
การรณรงค์ครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เนื่องจากรัฐอัลเบอร์ตามีความขัดแย้งกับรัฐบาลเสรีนิยมในกรุงออตตาวามานาน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและอำนาจของรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม คาร์นีย์ได้เร่งผลักดันแผนก่อสร้างท่อส่งน้ำมันสายใหม่ไปยังชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และประกาศผลักดันแคนาดาให้เป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน ทำให้ฝ่ายสนับสนุนการแยกตัวต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น
ขณะที่กระแสแยกตัวของอัลเบอร์ตาเติบโตขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 และการประท้วง Freedom Convoy เมื่อปี 2565 ซึ่งทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านมาตรการควบคุมโรคหันมาจัดตั้งเครือข่ายทางการเมืองมากขึ้น ฝ่ายสนับสนุนการแยกตัวมองว่าการลงคะแนนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นก้าวสู่เอกราช แต่ยังเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรองกับรัฐบาลกลางด้วย โดยการลงคะแนนล่วงหน้าจะมีไปจนถึงวันเสาร์ ก่อนลงคะแนนรอบสุดท้ายในวันจันทร์


