กลุ่มกบฏฮูตียิงขีปนาวุธ 5 ลูก เข้าใส่ทำเนียบประธานาธิบดีเยเมน ในเมืองหลวงชั่วคราว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ต.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตียิงขีปนาวุธทิ้งตัวจำนวน 5 ลูก ใส่ทำเนียบ อัล-มาอัชชิก (al-Maashiq Palace) ในเมืองท่าเอเดน ทางตอนใต้ของเยเมน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
นายมูอัมมาร์ อัล-เออร์ยานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของเยเมนยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี ชายา ซินดานี กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้
ขณะที่นายซินดานีประณามกลุ่มฮูตีว่า “ขี้ขลาด” และก่ออาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และประกาศกร้าวว่าเหตุดังกล่าวจะไม่ทำให้ความมุ่งมั่นของกองทัพเยเมน ในการเดินหน้าปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มฮูตีตามแนวรบต่างๆ ลดลง
ด้านนาย ยาห์ยา ซารีอา โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตี ระบุว่าเป้าหมายในการโจมตีครั้งนี้คือ ศูนย์ปฏิบัติการทางการทหารของซาอุดีอาระเบียในเมืองเอเดน
ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีออกมาปฏิเสธว่า พวกเขาไม่ได้โจมตีเข้าใส่ซาอุดีอาระเบียในวันพฤหัสบดี หลังจากกองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุฯ ซึ่งให้การสนับสนุนรัฐบาลเยเมนอยู่ ออกมาอ้างว่า กองกำลังพวกเขาสกัดขีปนาวุธร่อนได้ในเขต เมดินา ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีเปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีสนามบิน โรงไฟฟ้าพลังงาน และฐานทัพในซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พวกเขายิงขีปนาวุธใส่ท่าอากาศยานนานาชาติ คิงคาลิด ในกรุงริยาด จนมีผู้เสียชีวิต 13 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 300 คน
นายราเยด คริมลี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย กล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งเสริม จัดหาอาวุธ และฝึกฝนกลุ่มฮูตี เพื่อให้ยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคง UN แต่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธเรื่องการให้สนับสนุนด้านอาวุธ โดยย้ำว่าให้เพียงการสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น
ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลเยเมน ที่บังคับใช้มานาน 4 ปี เริ่มพังทลายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อกลุ่มฮูตีเริ่มปิดล้อมทางทะเลและระดมโจมตีเรือขนส่งน้ำมันในทะเลแดง และรุกคืบยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ อีกหนึ่งเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญของโลก
นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม การสู้รบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,282 ศพ บาดเจ็บเกือบ 5,900 ราย มีประชาชนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นอีกกว่า 201,000 คน พร้อมกับวิกฤตการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc



