วิกฤตหมอกควันจากไฟป่าและไฟบนพื้นที่เกษตรในอินโดนีเซียส่งผลกระทบไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเมืองปาลังการายา บนเกาะบอร์เนียว เผชิญมลพิษรุนแรงจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีส้ม โดยเมื่อวันพุธเมืองปาลังการายา สามารถวัดค่าฝุ่น PM2.5 สูงถึง 3,340 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนติมอร์-เลสเตประกาศปิดโรงเรียนเป็นเวลา 3 วัน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน

หมอกควันหนาทึบจากไฟป่าในอินโดนีเซียทำให้ท้องฟ้าเหนือเมืองปาลังกา รายา บนเกาะกาลิมันตัน หรือบอร์เนียว เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีส้มคล้ายภาพวันสิ้นโลกในวันนี้ (15 ต.ค.) ส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือเพียงไม่กี่สิบเมตร ขณะที่ควันไฟยังคงก่อให้เกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามคุณภาพอากาศ IQAir ระบุว่า กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียขึ้นเป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก ตามมาด้วยสิงคโปร์ ขณะที่เมืองเมดานและกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียอยู่ในอันดับถัดมา

ไฟป่าที่ลุกไหม้ต่อเนื่องมาหลายเดือนในอินโดนีเซียทำให้ควันกระจายข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยติมอร์-เลสเตเริ่มปิดโรงเรียนเป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดี เพื่อรับมือกับผลกระทบจากหมอกควัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชนในพื้นที่ต้นตอของไฟ โดยเฉพาะเมืองปาลังกา รายา ซึ่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มในคืนวันพุธ ก่อนจะปกคลุมด้วยหมอกควันสีเหลืองหม่นในวันถัดมา

เฮรี คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ควันไฟหนาทึบมาก และเนื่องจากต้องทำงานกลางแจ้ง จึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันไม่ได้ แม้จะสวมหน้ากากอนามัยก็ตาม

เขากล่าวว่า ฝุ่นจากเศษซากที่ถูกไฟเผาและปลิวปะปนอยู่ในควันทำให้แสบตา แต่ยังจำเป็นต้องทำงานเพื่อหารายได้ โดยต้องใช้ชีวิตท่ามกลางหมอกควันมานานถึง 4 เดือน เพราะหากไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้ พร้อมระบุว่าทุกคนต้องพยายามต่อสู้กับสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยควันหนาทึบนี้

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG ระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 14 ตุลาคม คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของเกาะกาลิมันตันอยู่ในระดับอันตราย โดยความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินเกณฑ์อันตรายที่ 250.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเมืองปาลังกา รายา เมืองปังกาลัน บุน และเมืองซินตัง

รายงานของสำนักข่าว CNN Indonesia ระบุว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ เมืองปาลังกา รายา มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงถึง 3,340 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจาก 2,512 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า ขณะที่เมืองปังกาลัน บุน มีค่าฝุ่น 378.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมืองซินตังอยู่ที่ 307.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม ยังแสดงให้เห็นว่า มลพิษทางอากาศในหลายเมืองและเขตปกครองของจังหวัดกาลิมันตันตะวันตกและกาลิมันตันกลางยังอยู่ในระดับสูง โดยที่เมืองปอนเตียนัค เมืองหลวงของจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก มีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 266 ซึ่งจัดอยู่ในระดับแย่มาก เมื่อเวลา 10.00 น. โดยมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 191 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ส่วนเมืองปาลังกา รายา ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง มีค่า AQI อยู่ที่ 217 หรือระดับแย่มาก เมื่อเวลา 10.00 น. และมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 141.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่เมืองซินตัง ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก มีค่า AQI อยู่ที่ 227 หรือระดับแย่มาก เมื่อเวลา 09.00 น. และมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 152.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

เมืองเมมปาวาห์ ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก มีค่า AQI อยู่ที่ 207 หรือระดับแย่มาก เมื่อเวลา 09.00 น. และมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 131.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมืองปังกาลัน บุน ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง มีค่า AQI อยู่ที่ 164 ซึ่งจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อเวลา 10.00 น. และมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 74.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในกรุงดิลี เมืองหลวงของติมอร์-เลสเต ประชาชนยังคงออกมาใช้ชีวิตตามปกติท่ามกลางท้องฟ้าที่มีสีเหลืองจากหมอกควัน แต่ส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยตามคำแนะนำของรัฐบาล ซึ่งประกาศปิดโรงเรียนเมื่อวันก่อนหน้า

ประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แม้จะระบุว่ามลพิษในช่วงต้นสัปดาห์รุนแรงกว่าที่พบในขณะนี้ก็ตาม ซอนยา ดา คอสตา โซอาเรส พยาบาลผดุงครรภ์วัย 30 ปี ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า มลพิษทางอากาศในกรุงดิลีรุนแรงมากในช่วงที่ผ่านมา จนไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ เนื่องจากมีหมอกควันหนาทึบ แม้บุตรของเธอยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน แต่เธอเห็นว่าการให้เด็กหยุดเรียนเป็นมาตรการสำคัญ เพื่อไม่ให้เด็กต้องเผชิญอันตรายจากมลพิษ

ด้านเฟลิซิดาด อัลเวส ดอส ซานโตส มาร์ตินส์ ซึ่งบุตรสาวชื่อเฟบรีอันตีต้องหยุดอยู่บ้านจากโรงเรียนมัธยม กล่าวว่า ช่วงต้นสัปดาห์สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้มาก โดยรู้สึกราวกับว่าควันจากไฟป่าปกคลุมทั่วทั้งกรุงดิลีและภูเขาโดยรอบ พร้อมเตือนว่ามลพิษดังกล่าวเป็นอันตรายและอาจทำให้ประชาชนเจ็บป่วยได้

อินโดนีเซียเผชิญไฟป่าเป็นประจำในช่วงฤดูแล้ง แต่ในปีนี้สถานการณ์รุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีกำลังแรงทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ไฟได้เผาผลาญพื้นที่ป่าและพื้นที่เพาะปลูกหลายแสนเฮกตาร์ในเกาะสุมาตรา บอร์เนียว และปาปัว ส่งผลให้มลพิษทางอากาศเพิ่มสูงทั้งในอินโดนีเซียและประเทศใกล้เคียง ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต

อินโดนีเซียระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายหมื่นนายเพื่อควบคุมไฟป่า แต่ยังประสบปัญหาในการดับไฟให้สงบลงได้ทั้งหมด

นอกจากนั้นในวันนี้ (15 ต.ค.) ทางการมีกำหนดทดลองโปรยน้ำแข็งแห้งลงในบางพื้นที่ของจังหวัดสุมาตราใต้ เพื่อช่วยสลายหมอกควัน ตามแผนที่ดุดุง อับดุลเราะห์มาน รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงของอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันพุธ โดยระบุว่า หากการทดลองประสบผลสำเร็จ รัฐบาลจะขยายมาตรการไปยังพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ต่อไป

งานวิจัยพบว่า หมอกควันจำนวนมากเกิดจากไฟที่เผาไหม้พื้นที่ป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดับไฟได้ยาก เนื่องจากไฟสามารถลุกไหม้ใต้ดินได้เมื่อพื้นที่พรุที่ปกติมีน้ำหล่อเลี้ยงแห้งลงจากการนำพื้นที่ไปใช้เพาะปลูก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้ภัยแล้งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไฟป่า แต่การตัดไม้ทำลายป่าและการทำให้พื้นที่พรุแห้งลงก็ทำให้ระบบนิเวศที่เคยทนทานต่อไฟสูญเสียความสามารถในการป้องกันการลุกลามของไฟ

มาร์ก พาร์ริงตัน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากบริการติดตามบรรยากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป ให้ข้อมูลกับเอเอฟพีว่า ปริมาณการปล่อยมลพิษสะสมจากไฟป่าโดยประมาณยังต่ำกว่าระดับที่เกิดขึ้นในปี 2558 อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าฤดูไฟป่ายังเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์ และผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในปีนี้รุนแรงและยืดเยื้ออย่างมาก.


ที่มา AFP / TEMPO