การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนีย ทวีความรุนแรงเป็นคืนที่สองติดต่อกัน เมื่อผู้ชุมนุมหลายพันคนบุกโจมตีอาคารหน่วยงานรัฐ จุดไฟเผาบางส่วนของกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงทุบทำลายร้านค้าและธนาคาร ขณะที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 14 นาย และผู้ชุมนุมถูกควบคุมตัว 35 คน
การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนีย ทวีความรุนแรงขึ้น หลังผู้ชุมนุมหลายพันคนปะทะกับตำรวจปราบจลาจลและบุกโจมตีอาคารหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่ง ต่อเนื่องเป็นคืนที่สอง โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย เพิ่มโอกาสในการทำงาน และให้นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ลาออกจากตำแหน่ง
ตลอดหลายชั่วโมงของการชุมนุม ตำรวจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเพื่อผลักดันฝูงชน ขณะที่ผู้ประท้วงขว้างก้อนหิน ระเบิดเพลิงขวด รวมถึงจุดไฟเผาถังขยะและใช้แผงกั้นริมถนนสร้างแนวกีดขวางเพื่อขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
เหตุรุนแรงเกิดขึ้นในหลายจุดของเมือง โดยผู้ชุมนุมทุบกระจกและพยายามบุกเข้าไปในอาคารกระทรวงการคลัง บางส่วนสามารถเข้าไปภายในอาคารได้ช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกตำรวจผลักดันออกมา จากนั้นผู้ประท้วงเคลื่อนตัวไปยังสำนักงานนายกรัฐมนตรีและขว้างปาก้อนหินใส่อาคาร ทำให้ตำรวจต้องใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสกัด ขณะเดียวกัน ต้นไม้ใกล้ทางเข้าอาคารเกิดไฟลุกไหม้ชั่วครู่ ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเข้าควบคุมสถานการณ์
นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังทุบทำลายหน้าต่างและจุดไฟเผาบริเวณชั้นหนึ่งของอาคารกระทรวงยุติธรรม ขณะที่อาคารกระทรวงศึกษาธิการก็เกิดเพลิงไหม้ หลังมีรายงานว่าผู้ประท้วงปีนกำแพงเข้าไปและขว้างพลุไฟเข้าไปภายในอาคาร ส่งผลให้มีควันดำหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้
สื่อท้องถิ่นรายงานด้วยว่า ผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามบุกสถานีตำรวจ ทุบทำลายรถตำรวจและสร้างความเสียหายบริเวณทางเข้า นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งและหน้าร้านค้าจำนวนมากในย่านใจกลางเมืองยังถูกทุบทำลาย
ตำรวจแอลเบเนียเปิดเผยเมื่อช่วงดึกวันพุธ ( 14 ต.ค.) ว่า มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 14 นาย และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 35 คน ส่วนการประท้วงเมื่อวันอังคารมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ 6 นาย และมีผู้ถูกจับกุม 16 คน โดยตำรวจระบุว่าจะเดินหน้าตรวจสอบและควบคุมตัวผู้ที่ก่อเหตุรุนแรง รวมถึงผู้ที่สวมหน้ากากระหว่างการชุมนุม
เออร์วิน เดโม รัฐมนตรีมหาดไทยของแอลเบเนีย ยอมรับว่านักศึกษามีข้อกังวลที่ควรได้รับการรับฟัง แต่กล่าวหาว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามายุยงให้เกิดความรุนแรง พร้อมเตือนผู้ที่กำลังเผาทำลายทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้ยุติการกระทำก่อนสถานการณ์จะบานปลาย และระบุว่าผู้ก่อเหตุจะต้องรับผิดตามกฎหมาย
ด้านอัลบานา โคชิว รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสงบสติอารมณ์ ใช้ความยับยั้งชั่งใจ และแสดงความรับผิดชอบ โดยกล่าวว่าแอลเบเนียไม่จำเป็นต้องเผาบ้านเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะที่มิเรลา คุมบาโร รัฐมนตรีศึกษาธิการ ระบุว่า การเคารพสิทธิในการชุมนุมต้องแยกออกจากการใช้ความรุนแรงและการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
ผู้ชุมนุมรายหนึ่งให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์สว่า การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของนักศึกษา แต่เป็นการแสดงความไม่พอใจต่อระบบการเมืองของประเทศ โดยผู้ประท้วงกล่าวว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและอาชญากรรม
การประท้วงระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังแอลเบเนียเผชิญการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต่อเนื่องมานานกว่า 4 เดือน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมหลายพันคนเป็นประจำ การเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับการเรียกว่า “การปฏิวัติฟลามิงโก” โดยมีชนวนเริ่มต้นจากโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวระดับหรูทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โครงการดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการขาดความโปร่งใสของรัฐบาลรามา
ซาลี เบริชา ผู้นำพรรคประชาธิปไตยแอลเบเนีย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน แสดงการสนับสนุนกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาประท้วง โดยกล่าวว่า ถนนและจัตุรัสในกรุงติรานาไม่เคยเห็นนักศึกษาที่กล้าหาญเช่นนี้มาก่อน
ด้านสหภาพยุโรป ซึ่งแอลเบเนียมีความมุ่งหวังที่จะเข้าเป็นสมาชิก แสดงความกังวลต่อการยกระดับความรุนแรงในการประท้วง พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจโดยเร็ว และขอให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามมากยิ่งขึ้น.


