เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ติดธงสิงคโปร์ และเรือบรรทุกสินค้าแห้งติดธงแอนติกาและบาร์บูดา จมลงใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังถูกโจมตีคนละเหตุการณ์ ขณะที่ความเสี่ยงต่อการเดินเรือพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางทะเลเปิดเผยว่า เรือบรรทุกตู้สินค้า GFS Pride ติดธงสิงคโปร์ และเรือบรรทุกสินค้าแห้ง Cape Dao ติดธงแอนติกาและบาร์บูดา จมลงใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิดในคนละเหตุการณ์
สำนักงานการเดินเรือและท่าเรือสิงคโปร์ หรือ MPA ระบุว่า เรือ GFS Pride ซึ่งมีขนาดบรรทุก 2,824 ทีอียู หรือเทียบเท่าตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต จำนวน 2,824 ตู้ ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ ก่อนจมลงในเวลาต่อมา ลูกเรือทั้ง 21 คนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัย และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
ส่วนเรือ Cape Dao จมลงใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ หลังถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. ข้อมูลจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหประชาชาติ ระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนั้นทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 คน ขณะที่ลูกเรือที่เหลือได้รับการอพยพออกจากเรือทันที
ขณะเดียวกัน MPA เปิดเผยว่า เรือบรรทุกตู้สินค้า GFS Giselle ซึ่งติดธงสิงคโปร์เช่นกัน ถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ทำให้ตัวเรือได้รับความเสียหาย แต่ยังสามารถเดินทางไปยังจุดทอดสมอที่ปลอดภัยได้ โดยลูกเรือทั้ง 22 คนปลอดภัย
ด้านหน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ระบุว่า เรือบรรทุกตู้สินค้าอีก 2 ลำรายงานว่าถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิดระหว่างเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคาร แต่เรือทั้งสองลำได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยและสามารถเดินทางต่อได้
อย่างไรก็ตาม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ระบุว่า มีเรือลำหนึ่งชนทุ่นระเบิดทางทะเลและจมลง หลังแล่นผ่านเส้นทางที่อิหร่านเรียกว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเผยแพร่ภาพกลุ่มควันดำเหนือเรือบรรทุกตู้สินค้าที่ยังลอยอยู่ในน้ำแต่ท้ายเรือจมลงบางส่วน รวมถึงภาพตู้สินค้าและสิ่งของจำนวนมากลอยอยู่ในทะเล
บริษัทบริหารความเสี่ยงทางทะเล MARISKS ระบุว่า เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนถึงภัยคุกคามที่ยังคงมีต่อเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์และเรือบรรทุกสินค้าด้วย
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทั่วโลก การโจมตีเรือพาณิชย์และมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ ทำให้การเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบอย่างหนัก
อิหร่านพยายามเพิ่มการควบคุมช่องแคบแห่งนี้ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยจำกัดการเดินเรือเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า อิหร่านกำลังปรับเปลี่ยนยุทธวิธีโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบ เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงและมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
ข้อมูลจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น มีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน จากเหตุการณ์โจมตีทางทะเลที่ได้รับการยืนยันแล้ว 106 ครั้ง ส่วนเรือ GFS Pride และ Cape Dao เป็นเรือลำที่สองและสามที่จมลงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ตามการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางทะเลของ IMO โดยก่อนหน้านี้ เรือบรรทุกตู้สินค้า Safeen Prestige ติดธงมอลตา จมลงทางตอนเหนือของช่องแคบฮอร์มุซ หลังถูกโจมตีใกล้ชายฝั่งโอมานเมื่อวันที่ 4 มีนาคม
แม้สหรัฐฯ และอิหร่านเคยบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงล้มเหลวภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังอิหร่านกลับมาโจมตีเรือเดินทะเล และสหรัฐฯ รื้อฟื้นมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน
ขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดมาตรการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาการส่งออกพลังงานจากประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทข้อมูลการเดินเรือ Kpler ระบุว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 ของระดับก่อนสงคราม ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 16 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้การโจมตีเรือเดินทะเลจะเพิ่มขึ้นก็ตาม.


