อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเอาไว้ ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งมีการเดิมพันสูงมากกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้

เมื่อวันพุธที่ 14 ต.ค. 2569 สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% เมื่อเทียบแบบรายปี โดยสูงกว่าระดับ 3.4% ในเดือนสิงหาคม และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ตัวเลขนี้เป็นชุดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญชุดสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะมาถึงในเดือนหน้า โดยเป็นการเลือกตั้งที่จะชี้ชะตาว่า รัฐบาลทรัมป์จะสามารถรักษาเสียงข้างมากในรัฐสภาเอาไว้ได้หรือไม่ และเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพ จะเป็นหัวข้อหลักที่ประชาชนจะใช้พิจารณา

สาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อ เพิ่มสูงขึ้นนั้นมาจาก วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อันเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ภาพรวม ราคาพลังงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 20.4% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ในเดือนกันยายนเดือนเดียวพุ่งขึ้นถึง 9.1% และพุ่งขึ้น 34.2% หากคิดเป็นรายปี ส่วนราคาน้ำมันเตา ซึ่งใช้สำหรับให้ความร้อนในบ้านพุ่งสูงถึง 74.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะที่เงินเฟ้อในด้านอาหารยังคงทรงตัวอยู่ที่ 2.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation - ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน) อยู่ที่ 2.6%

นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยผลการศึกษาจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่า ผู้ส่งออกต่างประเทศลดราคาสินค้าของตัวเองน้อยมาก ทำให้บริษัทในสหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระจากภาษีที่เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 90%

ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยพบว่าทุกๆ 1% ของภาษีที่เพิ่มขึ้น จะดันราคาสินค้าผู้บริโภคขึ้นเกือบ 0.25% ในเวลา 1 ปี

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อ 3.7% จะต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยพุ่งสูงถึงประมาณ 9% แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ตั้งไว้ที่ 2%

ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้จะลามไปดันราคาสินค้าในหมวดอื่นๆ เช่น อาหาร ให้สูงขึ้นตามหรือไม่


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc