ศาลสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก อดีตหัวหน้าแก๊งในสหรัฐฯ เป็นเวลา 40 ปี จากความผิดฐานวางแผนฆาตกรรม ทูพัค แร็ปเปอร์ระดับตำนานผู้ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 30 ปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดเวน “คีฟฟี ดี” เดวิส อดีตหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมในสหรัฐฯ วัย 63 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุก 40 ปี ในข้อหาวางแผนและอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม ทูพัค ชาเคอร์ แร็ปเปอร์ระดับตำนาน โดยคณะลูกขุนตัดสินว่าเขามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมโดยใช้อาวุธร้ายแรง

ทั้งนี้ เหตุคนร้ายขับรถประกบยิงเข้าใส่รถของทูพัคในลาสเวกัสเมื่อเดือนกันยายน 2539 จนทำให้แร็ปเปอร์ระดับตำนานรายนี้เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี เป็นคดีปริศนาที่ตำรวจปิดไม่ลง (Cold Case) มานานกว่า 3 ทศวรรษ และเดวิสก็กลายเป็นคนแรกที่ถูกศาลตัดสินความผิดเกี่ยวกับคดีนี้

แม้เดวิสจะไม่ได้เป็นคนลั่นไกด้วยตนเอง แต่อัยการชี้ว่าเขาคือ หัวหน้าและผู้วางแผนหลัก ของแก๊ง South Side Compton Crips โดยเขายอมรับในหนังสือชีวประวัติของเขาว่า เป็นผู้จัดหาอาวุธปืนที่ ออร์แลนโด แอนเดอร์สัน ผู้เป็นหลานชายของเขา นำไปใช้ฆาตกรรม ทูพัค

เขายังกล่าวอ้างและยอมรับต่อหน้าสาธารณชนหลายต่อหลายครั้งว่า ตัวเขาเองอยู่ภายในรถยนต์คาดิลแลคสีขาว ซึ่งเป็นคันที่ใช้ยิงถล่มใส่รถของทูพัคจนเสียชีวิต

เมื่อปี 2551 เดวิสเคยให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบลับๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์เสียชีวิตของทูพัค เพื่อแลกกับการคุ้มกันไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาในตอนนั้น โดยเป็นการให้ข้อมูลระหว่างการสืบสวนคดีของ เดอะ นอทอเรียส บิ๊ก อีกหนึ่งแร็ปเปอร์ระดับตำนาน ผู้ถูกยิงเสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2540 ขณะมีอายุเพียง 24 ปี

หลังจากนั้น เดวิสได้เปิดเผยถึงบทบาทของตัวเองในการฆาตกรรมทูพัคผ่านหนังสือ Compton Street Legend ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2562 และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลายสำนัก ส่งผลให้ข้อตกลงคุ้มกันทางกฎหมายของเขาเป็นโมฆะ ศาลจึงอนุญาตให้นำคำให้การกับตำรวจและข้อมูลทั้งหมดมาใช้เป็นหลักฐานมัดตัวเขาในชั้นศาล

ทีมทนายฝ่ายจำเลยพยายามโต้แย้งว่าสิ่งที่เดวิสพูดและเขียนในหนังสือเป็นเพียงเรื่องแต่ง การคุยโต และการพูดเกินจริงเพื่อสร้างกระแสขายหนังสือหาเงินเท่านั้น แต่อัยการและคณะลูกขุนไม่รับฟังคำโต้แย้งดังกล่าว ซึ่งเดวิสยืนยันว่า เขาจะยื่นอุทธรณ์เพื่อสู้คดีต่อไป

อนึ่ง ออร์แลนโด แอนเดอร์สัน ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนลงมือยิงทูพัค ปฏิเสธข้อกล่าวหามาตลอดจนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2541 ในเหตุยิงกันที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc