รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนย้ายหน่วยงานส่วนกลาง 44 แห่ง จากเขตกรุงโซลไปยังเมืองเซจง ระหว่างปี 2027–2031 ครอบคลุมข้าราชการ 9,929 คน รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงรวมชาติ และกระทรวงกลาโหม คาดใช้งบก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ประมาณ 3.1 ล้านล้านวอน หรือราว 77,480 ล้านบาท เพื่อกระจายความเจริญและลดการกระจุกตัวของประชากร ธุรกิจ และหน่วยงานรัฐในเขตเมืองหลวง
กระทรวงมหาดไทยของเกาหลีใต้ประกาศว่า รัฐบาลมีแผนย้ายหน่วยงานส่วนกลาง 44 แห่ง ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบ ไปยังเมืองเซจง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการบริหารของประเทศ ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ประมาณ 110 กิโลเมตร โดยจะทยอยดำเนินการตั้งแต่ปี 2027 จนถึงปี 2031 ครอบคลุมข้าราชการทั้งหมด 9,929 คน
ยุน โฮจุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า การย้ายหน่วยงานบริหารส่วนกลางไปยังเมืองเซจงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริหารในเขตเมืองหลวง ตลอดจนใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างโอกาสในการพัฒนาประเทศ
แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระจายหน่วยงานภาครัฐที่รัฐบาลเกาหลีใต้หลายชุดดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ โดยเริ่มย้ายหน่วยงานแรกไปยังเมืองเซจงในปี 2012 เมื่อสำนักงานนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานส่วนกลางแห่งแรกที่ย้ายออกจากกรุงโซล ปัจจุบันมีองค์กรรัฐบาลส่วนกลาง 44 แห่งที่ย้ายไปตั้งสำนักงานในเมืองเซจงแล้ว อย่างไรก็ตาม แผนรอบใหม่นี้เป็นการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อกระจายหน่วยงานที่ยังคงอยู่ในเขตเมืองหลวง
รัฐบาลจะเริ่มย้ายหน่วยงาน 27 แห่ง ซึ่งมีตำแหน่งงานรวม 2,995 ตำแหน่ง ไปยังสำนักงานเช่าชั่วคราวในเมืองเซจงภายในปี 2027 โดยจะทยอยย้ายตามความพร้อมของแต่ละหน่วยงานและพื้นที่สำนักงานที่มีอยู่
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 จะมีหน่วยงาน 6 แห่งเริ่มย้ายสำนักงาน ได้แก่ คณะกรรมการสื่อและการสื่อสารเกาหลี คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คณะกรรมการความปลอดภัยและความมั่นคงทางนิวเคลียร์ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ รวมถึงหน่วยงานอื่นตามแผนการย้ายที่รัฐบาลกำหนด
ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 จะมีหน่วยงานอีก 19 แห่งทยอยย้ายตามมา ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการบริการทางการเงิน หน่วยงานในสังกัดกระทรวงต่าง ๆ และคณะที่ปรึกษาของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานดูแลชาวเกาหลีในต่างประเทศ อยู่ในกลุ่มหน่วยงานที่กำหนดย้ายไปยังเมืองเซจงด้วย
สำหรับกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว จะเริ่มกระบวนการย้ายในปี 2027 เช่นกัน แต่กำหนดเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการก่อสร้างเมืองบริหารพิเศษ ซึ่งปัจจุบันยกเว้นกระทรวงทั้งสองจากข้อกำหนดการย้ายสำนักงาน
หน่วยงานที่เหลืออีก 17 แห่ง ซึ่งมีบุคลากรรวมประมาณ 7,000 คน จะทยอยย้ายไปยังเมืองเซจงหลังการก่อสร้างอาคารสำนักงานรัฐบาลแห่งใหม่แล้วเสร็จ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2031 เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้จำเป็นต้องมีสถานที่ปฏิบัติงานเฉพาะสำหรับงานสอบสวน งานด้านความมั่นคง และการตรวจสอบกำกับดูแล
หน่วยงานสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงรวมชาติ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและตรวจสอบราชการ สำนักงานสอบสวนคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตลอดจนหน่วยงานด้านการดำเนินคดีและสอบสวนอาชญากรรมร้ายแรงที่จัดตั้งขึ้นใหม่
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงรวมชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว ยังได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดการย้ายสำนักงานตามกฎหมายปัจจุบัน รัฐบาลจึงมีแผนผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้การย้ายหน่วยงานเหล่านี้สามารถดำเนินการได้
รัฐบาลเกาหลีใต้ประเมินว่า การก่อสร้างอาคารสำนักงานรัฐบาลแห่งใหม่ในเมืองเซจงจะใช้งบประมาณประมาณ 3.1 ล้านล้านวอน หรือราว 77,480 ล้านบาท ขณะที่การเช่าสำนักงานชั่วคราว การเตรียมสถานที่ทำงาน และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการย้ายหน่วยงานในปี 2027 จะใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 89,700 ล้านวอน
รัฐบาลระบุด้วยว่า จะจัดทำมาตรการช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการย้าย ทั้งในด้านที่พักอาศัย การขนย้าย และการเดินทางระหว่างที่พักกับสถานที่ทำงาน เพื่อบรรเทาภาระที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติงาน
นอกจากการย้ายหน่วยงานราชการแล้ว เกาหลีใต้ยังมีแผนก่อสร้างสำนักงานประธานาธิบดีในเมืองเซจงให้แล้วเสร็จภายในปี 2029 ขณะที่สำนักงานสาขาของรัฐสภาเกาหลีใต้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2033 ซึ่งจะทำให้เมืองเซจงมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในฐานะศูนย์กลางการบริหารของประเทศ
รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า การกระจายหน่วยงานภาครัฐออกจากกรุงโซลเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของประชากร เงินทุน ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมืองหลวง ขณะที่พื้นที่อื่นของประเทศกำลังเผชิญปัญหาประชากรลดลงและการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอย่างสมดุลทั่วประเทศในระยะยาว.


