ไอเอ็มเอฟ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.1% รับอานิสงส์การลงทุนเทคโนโลยี AI ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี เตือนความเสี่ยงภาวะ "เศรษฐกิจเติบโตไม่เท่าเทียม" ชี้ประเทศรายได้ต่ำและผู้นำเข้าน้ำมันกำลังบอบช้ำหนักจากวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูง ผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็นร้อยละ 3.1 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตร้อยละ 3.5 ในปี 2025
สำหรับปี 2027 IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.4 ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเมื่อเดือนกรกฎาคม และสูงกว่าประมาณการเมื่อเดือนเมษายนร้อยละ 0.2
การปรับเพิ่มคาดการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุสำคัญจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงประเทศผู้ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก และไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทก แต่ความสามารถดังกล่าวกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และความเสี่ยงต่อการเติบโตมีแนวโน้มโน้มเอียงไปในทางลบ
ซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการประคับประคองสถานการณ์ ไปสู่การฟื้นฟูความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยรัฐบาลแต่ละประเทศต้องฟื้นฟูความสามารถในการรองรับรายจ่ายภาครัฐ และเสริมความยืดหยุ่นของระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
IMF ระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางขยายตัว และส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น หลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามประมาณร้อยละ 70–95 สร้างแรงกดดันต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
IMF เรียกแนวโน้มดังกล่าวว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจที่มีการเติบโตแบบแยกขั้ว หรือ bifurcated outlook เนื่องจากประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนด้าน AI ยังมีโอกาสเติบโต ขณะที่ประเทศรายได้น้อยและประเทศผู้นำเข้าพลังงานซึ่งไม่ได้รับประโยชน์จากกระแสดังกล่าว ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและมีทางเลือกในการรับมือจำกัด
รายงานเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังดำเนินต่อไป อาจกระตุ้นเงินเฟ้อ กดดันฐานะการคลังและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนส่งผลกระทบหนักต่อประเทศรายได้น้อยและประเทศที่นำเข้าพลังงาน
ขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน AI ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากนักลงทุนประเมินผลกำไรและประโยชน์ด้านผลิตภาพจากเทคโนโลยีดังกล่าวใหม่ จนอาจทำให้การลงทุนชะลอตัวและเงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้น
ความแตกต่างของแนวโน้มเศรษฐกิจปรากฏชัดในประมาณการรายภูมิภาค โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจตะวันออกกลางและเอเชียกลางจะหดตัวร้อยละ 0.3 ในปี 2026 เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามอิหร่าน ซึ่งมีการโจมตีประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
ซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกปรับลดคาดการณ์รุนแรงที่สุด โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวร้อยละ 3.3 ลดลงจากประมาณการเดิมถึงร้อยละ 5.0 อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคจะฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อสงครามยุติลง แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับระยะเวลาที่สงครามจะสิ้นสุด
สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในปี 2026 โดยประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ส่วนสหรัฐฯ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ทั้งในปี 2026 และ 2027 โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง การลดภาษี และการลงทุนด้าน AI อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการลงทุน AI บางส่วนจะถูกหักล้างด้วยการพึ่งพาสินค้านำเข้าจำนวนมาก
เศรษฐกิจยูโรโซนได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 เป็นร้อยละ 1.1 จากเดิมร้อยละ 0.9 เนื่องจากการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น การมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่า AI เช่น การผลิตสารเคมีในเยอรมนี ตลอดจนการเพิ่มรายจ่ายด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
ส่วนสหราชอาณาจักรได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็นร้อยละ 1.3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 จากประมาณการเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 4.5 ในปี 2026 และร้อยละ 4.0 ในปี 2027 โดยทั้งสองปีถูกปรับลดลงร้อยละ 0.1 จากประมาณการเมื่อเดือนกรกฎาคม เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ แม้การส่งออกยังแข็งแกร่ง ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ
อินเดียยังคงเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดย IMF คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.0 ทั้งในปี 2569 และ 2570 ปรับเพิ่มจากประมาณการเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 0.6 สำหรับปี 2026 และร้อยละ 0.3 สำหรับปี 2027 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ภาคบริการที่ขยายตัว และการลงทุนด้าน AI
IMF คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของผู้บริโภคทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.7 ในปี 2026 ก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570 โดยได้รับแรงกดดันจากสงครามอิหร่านและการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
เพตยา โคเอวา บรูคส์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วโลกได้เร่งรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ด้วยการนำพลังงานสำรองมาใช้ เปลี่ยนไปนำเข้าจากผู้จัดหารายอื่น ใช้แหล่งพลังงานทดแทน และลดความต้องการใช้น้ำมัน
มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดย IMF ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการดังกล่าว การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.5 อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของมาตรการกำลังลดลงเมื่อสงครามยืดเยื้อ
ประมาณการหลักของ IMF ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้ในเดือนมีนาคม 2027 และการเดินเรือจะกลับสู่ภาวะใกล้เคียงก่อนสงครามภายในเดือนตุลาคม 2027 โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 และ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2027
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เลวร้ายที่สงครามทวีความรุนแรงและดันราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจนถึงไตรมาสแรกของปี 2027 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงอีก 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2026 และร้อยละ 0.5 ในปี 2027 ขณะที่เงินเฟ้อในปี 2027 อาจเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.1 เป็นร้อยละ 5.2
IMF ยังเตือนว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ สงครามที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นจนทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ตลอดจนสภาพอากาศรุนแรงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน
IMF ระบุว่า การลงทุนด้าน AI มีโอกาสช่วยเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้อีก หากการนำเทคโนโลยีมาใช้งานขยายตัวเร็วกว่าคาดและมีการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลกอาจสูงขึ้นอีกประมาณร้อยละ 0.6 ภายในปี 2029 ซึ่งผลประโยชน์ส่วนใหญ่มีแนวโน้มตกอยู่กับสหรัฐฯ และจีน
ในทางกลับกัน หาก AI ไม่สามารถสร้างประโยชน์ด้านผลิตภาพได้ตามที่คาดหวัง จนทำให้การลงทุนลดลงอย่างรวดเร็ว จีดีพีของสหรัฐฯ อาจลดลงโดยตรงร้อยละ 0.8 และส่งผลต่อประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีในเอเชีย ซึ่งอาจทำให้ GDP ของประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรงรวมสูงถึงร้อยละ 0.4 ภายในปี 2028
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างรุนแรงและเงื่อนไขทางการเงินตึงตัว ส่งผลให้การบริโภคลดลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ หากรวมผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่สูงขึ้น IMF ประเมินว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกอาจลดลงรวมร้อยละ 1.1 ภายในปี 2571 และเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจนผลผลิตลดลงร้อยละ 1.8
เทนเรย์โรเรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นควรเป็นมาตรการชั่วคราวและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นเกินควร
ด้านนโยบายการเงิน เธอระบุว่า ธนาคารกลางควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคาอย่างเคร่งครัด ซึ่งหมายความว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจมีความเหมาะสมในกรณีที่จำเป็นต้องควบคุมเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ IMF เตือนว่า หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลจะพุ่งสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกชะลอการสร้างเงินสำรองทางการคลัง และจัดทำแผนระยะกลางที่น่าเชื่อถือเพื่อนำหนี้สาธารณะกลับสู่ระดับที่ยั่งยืน
IMF ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังสามารถรับมือกับแรงกดดันได้ในขณะนี้ แต่ความสามารถดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด การฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการคลังและการผลิตจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างยั่งยืน.
ที่มา Reuters / AFP


