เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกตรวจค้นบ้านของ สส.หญิง อิลฮาน โอมาร์ คู่อริของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อสืบสวนประเด็นเรื่องการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทรัมป์ใช้โจมตีเธอมานาน
เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ต.ค. 2569 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ได้นำหมายค้นจากศาลเข้าตรวจสอบบ้านพักของ สส. อิลฮาน โอมาร์ ในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยกระทรวงยุติธรรมระบุว่า การบุกค้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “การสืบสวนคดีอาญาระดับรัฐบาลกลางที่กำลังดำเนินอยู่” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
แม้ทางการจะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าว Fox News รายงานว่าการสืบสวนมุ่งเป้าไปที่ เอกสารเกี่ยวกับการเข้าเมือง ที่บิดาผู้ล่วงลับของเธอได้ยื่นไว้ตั้งแต่สมัยที่โอมาร์ยังเป็นเด็ก
เมื่อเดือนกันยายน นายมาร์กเวย์น มุลลิน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และนายทอม โฮแมน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านชายแดนของรัฐบาลทรัมป์ เคยออกมาส่งสัญญาณว่ากำลังมีการสืบสวนโอมาร์ในประเด็นการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองและการฉ้อโกงเกี่ยวกับการแต่งงาน
ด้านโอมาร์ ซึ่งเป็น สส.พรรคเดโมแครตจากรัฐมินนิโซตา และเป็น สส.เชื้อสายโซมาเลียคนแรกของสหรัฐฯ ประณามการกระทำครั้งนี้ว่าเป็นการ “พยายามเล่นงานศัตรูทางการเมือง และเป็นการนำการบังคับใช้กฎหมายรัฐบาลกลางมาเป็นอาวุธ” โดยระบุว่าโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใส่ร้ายและโจมตีเธอด้วยความเท็จมาตลอด 10 ปี
ขณะที่ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา และผู้นำพรรคเดโมแครตในสภา ต่างออกมาประณามว่านี่คือ “การใช้อำนาจในทางมิชอบอย่างรุนแรง” เพื่อแทรกแซงการเลือกตั้ง
เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 22 วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งฝ่าฝืนแนวทางปฏิบัติของกระทรวงยุติธรรมที่มักจะหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางกฎหมายที่อาจถูกมองว่ามีผลต่อการเลือกตั้ง ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหาทางกู้ความนิยมที่เสียไปจากภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูง อันเป็นผลมาจากการทำสงครามกับอิหร่าน
ทั้งนี้ นายทรัมป์กับนางโอมาร์ เป็นไม้เบื่อไม้เมาทางการเมืองมาอย่างยาวนาน โดยเขาเคยโจมตีโอมาร์และชุมชนชาวโซมาลีในมินนิโซตาอย่างต่อเนื่อง และถึงขั้นเคยไล่ให้เธอกลับประเทศเดิม (โซมาเลีย) ไปเสีย
ส่วน สส. ฝั่งรีพับลิกัน เช่นทอม เอ็มเมอร์ ออกมาแสดงความยินดีกับการบุกค้น โดยระบุว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” และรอคอยที่จะเห็นรายละเอียดความรับผิดชอบทางกฎหมายที่จะตามมา
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc


