ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผชิญเสียงวิจารณ์จากทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครต หลังประกาศข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดีเซลล็อตใหญ่จากรัสเซีย โดยอ้างว่าต้องการลดราคาพลังงานให้ชาวอเมริกัน ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาเตือนว่าข้อตกลงอาจขัดต่อกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย และเป็นการเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลรัสเซียในช่วงที่สงครามยูเครนยังดำเนินอยู่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้นจากแผนนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ตกลงจะปล่อยน้ำมันดีเซลจำนวน 300,000 ตัน ออกสู่ตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลกทันที ก่อนจัดส่งเพิ่มเติมอีกหลายเที่ยว
ทรัมป์ระบุว่า รัสเซียจะส่งมอบน้ำมันดีเซลอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายน และอีก 1 ล้านตันหลังจากนั้น ตามด้วยปริมาณเพิ่มเติมอีก 3 ล้านตันภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งถูกยูเครนโจมตีระหว่างสงครามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ยืนยันตัวเลขดังกล่าวกับสำนักข่าวทาสส์ของรัฐบาลรัสเซีย พร้อมระบุว่า ในอนาคตปริมาณการส่งออกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านตันต่อเดือน
ทรัมป์ระบุผ่านทรูธโซเชียลว่า การลดราคาพลังงานให้ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะเกษตรกร เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ และคนขับรถบรรทุก เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของเขา อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดคำถาม เนื่องจากก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ทรัมป์เพิ่งลงนามในกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษีเพิ่มเติมต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย
สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ 7 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน และพรรคเดโมแครต 3 คน ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ เรียกร้องให้ทรัมป์ยกเลิกแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าข้อตกลงอาจขัดต่อกฎหมายของสหรัฐฯ
วุฒิสมาชิกกลุ่มนี้เตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ควรให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ปูติน ในขณะที่รัสเซียยังคงโจมตีและสังหารพลเรือนชาวยูเครน พร้อมย้ำว่า สภาคองเกรสได้ห้ามนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2022 เพื่อป้องกันไม่ให้เงินของชาวอเมริกันถูกนำไปสนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครน
ผู้ลงนามในแถลงการณ์ประกอบด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกัน ได้แก่ ซูซาน คอลลินส์, ลิซา เมอร์คาวสกี, ทอม ทิลลิส และจอห์น เคอร์ติส ส่วนสมาชิกพรรคเดโมแครต ได้แก่ จีนน์ ชาฮีน, ริชาร์ด บลูเมนธาล และรอน ไวเดน ด้านโทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยมีความเห็นขัดแย้งกับทรัมป์ในหลายประเด็น กลับสนับสนุนให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งหมด
ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะดำเนินการผ่านช่องทางทางกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อช่วยลดราคาพลังงาน พร้อมโต้แย้งสมาชิกสภาคองเกรสที่เห็นว่าข้อตกลงนี้ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย
ราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยการสู้รบส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุปทานน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซล
ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นประเด็นสำคัญของชาวอเมริกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของทรัมป์ในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เขาพยายามหามาตรการลดผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคของตน
ภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักรการเกษตรและการขนส่งสินค้าไปยังตลาด
สมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.28 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.53 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อปลายเดือนกันยายน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยว่า รัสเซียจะสามารถจัดส่งน้ำมันดีเซลได้ตามปริมาณที่ประกาศไว้หรือไม่ และการนำเข้าดังกล่าวจะช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันได้มากเพียงใด
สหรัฐฯ ใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้รัสเซียจะส่งมอบน้ำมันดีเซล 300,000 ตันตามแผนภายในเดือนนี้ ปริมาณดังกล่าวก็ยังเทียบเท่ากับเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของการใช้ดีเซลในสหรัฐฯ ภายในหนึ่งวัน ตามการประเมินในรายงาน
แรงต่อต้านข้อตกลงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสหรัฐฯ โดยผู้นำต่างประเทศหลายคนแสดงความกังวล รวมถึงมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา และเวส สตรีตติง รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรของยูเครนควรมุ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย เพื่อผลักดันให้ยุติสงคราม แทนที่จะดำเนินการที่อาจช่วยเพิ่มรายได้ให้รัสเซีย
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัสเซียและยูเครลได้บรรลุข้อตกลงที่เรียกว่า “การหยุดยิงด้านพลังงาน” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม นายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน แสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายรัสเซียยังไม่มีแถลงการณ์ตอบรับอย่างเป็นทางการ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า การผ่อนปรนมาตรการต่อการส่งออกน้ำมันจากรัสเซียจะช่วยผู้บริโภคชาวอเมริกันได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่รัสเซียอาจได้รับในระหว่างสงครามยูเครน.


