เกิดเหตุโจมตีอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน และบาดเจ็บ 309 คน รวมถึงชาวอเมริกัน 1 คน ด้านพันธมิตรทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบียกล่าวหากลุ่มฮูตีในเยเมนอยู่เบื้องหลัง พร้อมประกาศจะตอบโต้ ขณะที่หลายประเทศเตือนพลเมืองหลีกเลี่ยงสนามบิน ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรง

เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน และบาดเจ็บ 309 คน จากการโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด นับเป็นเหตุโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในซาอุดีอาระเบียมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยผู้บาดเจ็บบางส่วนมีอาการสาหัส

สำนักงานการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวซาอุดีอาระเบีย 4 คน ชาวบังกลาเทศ 2 คน และพลเมืองจากสหรัฐฯ อียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย ปาเลสไตน์ และซูดาน ประเทศละ 1 คน ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามการโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่ามีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต

พยานผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ขณะอยู่บริเวณประตูขึ้นเครื่องหมายเลข 403 ในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ได้เห็นจุดขึ้นเครื่องหมายเลข 401 ถูกโจมตี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บต่อหน้าต่อตา ก่อนที่ผู้คนจะพากันวิ่งหนีอย่างโกลาหล ขณะที่มีรายงานว่ารถพยาบาลมากกว่าสิบคันเร่งเดินทางเข้าไปยังสนามบิน

ภายหลังเกิดเหตุ ทางการระงับการให้บริการของสนามบิน และอยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย ขณะที่สายการบินหลายแห่งในภูมิภาคอ่าวอาหรับยกเลิกเที่ยวบินเข้าและออกจากกรุงริยาด โดยสายการบินคูเวตแอร์เวย์สระบุถึงสถานการณ์ด้านความปลอดภัยเป็นเหตุผลในการยกเลิกเที่ยวบิน ส่วนสถานเอกอัครราชทูตของหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ แคนาดา เยอรมนี สเปน และสหราชอาณาจักร เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงสนามบินและพื้นที่โดยรอบ

พลตรีตุรกี อัล-มาลิกี โฆษกกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย กล่าวหากลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี โดยระบุว่าเป็นการก่อการร้ายต่อสถานที่พลเรือน และเป็น “อาชญากรรมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ” เนื่องจากส่งผลให้ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่สนามบินเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ กองกำลังพันธมิตรระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่มุ่งเป้าโจมตีซาอุดีอาระเบีย และทำลายฐานยิงขีปนาวุธได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตียังไม่ได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีครั้งล่าสุดเมื่อวันเสาร์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีสนามบินแห่งนี้หลายครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และเครื่องบินได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 6 และ 7 ตุลาคม ยังเกิดเหตุโจมตีสนามบินสองแห่งของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอีก 3 คน และเมื่อวันเสาร์ยังมีรายงานว่าวัตถุคล้ายกระสุนตกใกล้สนามบินนานาชาติคิงฟาฮัด ในเมืองดัมมาม ทางตะวันออกของประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ อาจเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับซาอุดีอาระเบียเพื่อต่อต้านกลุ่มฮูตี พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเปิดเผยว่าจะหารือกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย

สถานการณ์รุนแรงขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการระหว่างคู่ขัดแย้งในเยเมนเริ่มล่มสลายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้การสู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกลุ่มฮูตี กลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง

กลุ่มฮูตีประกาศใช้มาตรการที่เรียกว่า "ปิดกั้นการเดินเรือ" ต่อซาอุดีอาระเบีย พร้อมโจมตีสนามบิน โรงงานพลังงาน และเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้สิ่งที่กลุ่มมองว่าเป็นการปิดล้อมเยเมนโดยซาอุดีอาระเบียมาเป็นเวลานาน รวมถึงการโจมตีทางอากาศต่อสนามบินในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ รวมถึงท่าเรือโมคา ใกล้ช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญบริเวณปากทางตอนใต้ของทะเลแดง และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งสินค้าและพลังงานทั่วโลก

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวทางทหารระบุว่า กองกำลังรัฐบาลเยเมนกำลังรุกคืบเข้าโจมตีกลุ่มฮูตีในพื้นที่ใกล้ช่องแคบบับอัลมันเดบ หลังจากรัฐบาลประกาศปฏิบัติการตอบโต้เพื่อยึดคืนพื้นที่ที่กลุ่มฮูตีควบคุมอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถตรวจสอบคำกล่าวอ้างของทั้งสองฝ่ายได้อย่างเป็นอิสระ เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเข้าถึงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวเป็นไปอย่างยากลำบาก

นักวิเคราะห์จากสถาบันอาหรับกัลฟ์สเตตส์ คาดการณ์ว่า ซาอุดีอาระเบียอาจเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการต่อกลุ่มฮูตีหลังการโจมตีระลอกล่าสุด พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งกำลังก้าวเข้าสู่ระดับการยกระดับความรุนแรงที่อันตรายอย่างยิ่ง

ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำพันธมิตรทางทหารที่จัดตั้งขึ้นในปี 2015 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ หลังกลุ่มฮูตีพยายามยึดอำนาจควบคุมประเทศ การสู้รบที่ดำเนินมาหลายปีทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน และก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก แม้ในปี 2022 จะมีการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวโดยองค์การสหประชาชาติ แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอีกครั้งในปีนี้

เหตุโจมตีสนามบินกรุงริยาดครั้งล่าสุดจึงเพิ่มความกังวลว่า ความขัดแย้งในเยเมนอาจขยายวงกว้าง และดึงประเทศอื่นเข้ามามีส่วนร่วมทางทหารมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ.


ที่มา AFP / BBC