โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ยูเครนควรมีประธานาธิบดีคนใหม่ หลังจากเซเลนสกีวิพากษ์วิจารณ์การทำข้อตกลงน้ำมันดีเซลระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียอย่างรุนแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ต.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า เขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ยูเครนจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ หลังจากโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนคนปัจจุบัน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงน้ำมันดีเซลที่สหรัฐฯ ทำกับรัสเซีย

ประธานาธิบดียูเครนเตือนว่า ข้อตกลงใหม่นี้ซึ่งรัสเซียจะส่งน้ำมันดีเซลจำนวนหลายล้านตันเข้าสู่สหรัฐฯ จะทำให้มอสโกได้รับเงินทุนมาเพื่อทำสงครามกับยูเครนต่อไป พร้อมระบุว่า ข้อตกลงนี้คือการมอบของขวัญให้แก่ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่หน้าทำเนียบขาวในวันเสาร์ว่า เซเลนสกีต้องการสร้างปัญหาให้กับโลก ด้วยการออกคำสั่งโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย ซึ่ง “เขาควรจะหยุดมันซะ” ก่อนจะเสนอแนะว่า ยูเครนควรหาผู้นำคนใหม่ที่สามารถทำข้อตกลงได้

“เราบอกว่า “คุณจะทำอะไรกับรัสเซียก็ได้” แต่อย่างโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน เพราะมันจะสร้างปัญหาให้กับโลก” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว “เขาควรทำข้อตกลงได้มากมาย แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด เขากลับไม่เคยทำเลย”

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์สะท้อนถึงการดิ้นรนอย่างหนักของผู้นำสหรัฐฯ ในการแก้ปัญหาราคาพลังงานในประเทศ ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งมีการเดิมพันสูงมากจะมาถึงในวันที่ 3 พ.ย.นี้

ปัจจุบัน ราคาดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง $6.28 ต่อแกลลอนเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก $3.68 ในปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่การโจมตีของยูเครนต่อโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การผลิตดีเซลของรัสเซียลดลงราว 30% และเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนักภายในประเทศ

อีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีเซเลนสกียังได้พูดคุยกับพันธมิตรมากมายในวันเสาร์ เพื่อหารือเรื่องความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรทำการ “ตัดสินใจอย่างแท้จริง” เพื่อปกป้องชีวิตในยูเครน และเพื่อปกป้องความมั่นคงของยุโรป

โฆษกของนายกรัฐมนตรี แอนดี เบิร์นแฮม แห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายเซเลนสกีแล้ว และเห็นพ้องว่ารัสเซียควรยอมรับ “การหยุดยิงด้านพลังงานทันที” และยุติการโจมตีการขนส่งสินค้าในทะเลดำ ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยพลังงานและเสบียงอาหารเข้าสู่ตลาดโลกได้ทันที

ขณะเดียวกัน ข่าวเรื่องข้อตกลงน้ำมันดีเซลระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียก็เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพยุโรปเช่นกัน โดย คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของ EU เตือนแบบเดียวกับเซเลนสกีว่า การระงับมาตรการคว่ำบาตร “ทำให้มอสโกมีรายได้ในการทำสงครามมากขึ้น”

เธอย้ำด้วยว่า “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะผ่อนแรงกดดันต่อรัสเซีย และยุโรปจะไม่ทำเช่นนั้น” พร้อมเผยว่ารัฐมนตรีต่างประเทศยุโรปเตรียมอนุมัติชุดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงครามเต็มรูปแบบในวันจันทร์นี้


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc