เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เดินทางกลับถึงฐานทัพเรือในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัว หลังลูกเรือปฏิบัติภารกิจในทะเลนานกว่า 10 เดือน ท่ามกลางรายงานปัญหาขาดแคลนอาหาร ความเครียด และความพยายามฆ่าตัวตายของกำลังพลระหว่างปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
บรรยากาศที่ฐานทัพเรือในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เดินทางกลับถึงท่าเรือเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม หลังปฏิบัติภารกิจในทะเลเป็นเวลายาวนานกว่า 10 เดือน โดยมีครอบครัวของทหารเรือจำนวนมากมารอรับตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนเรือเข้าเทียบท่า
การกลับบ้านครั้งนี้เต็มไปด้วยภาพการสวมกอดและน้ำตาแห่งความยินดี โดยเฉพาะทหารเรือที่ได้พบหน้าลูกเป็นครั้งแรก หลังบุตรเกิดระหว่างที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่อยู่กลางทะเล กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า มีทหารเรืออย่างน้อย 64 นายที่ได้พบลูกเป็นครั้งแรกเมื่อเดินลงจากเรือ ขณะที่ผู้บังคับการเรือระบุว่า หากนับรวมกำลังพลประจำฝูงบินด้วย จะมีพ่อมือใหม่รวม 122 นาย
ลูกเรือหลายคนเปิดเผยว่า การต้องอยู่ห่างครอบครัวเป็นเวลานานสร้างความกังวลและความเครียดอย่างมาก บางครอบครัวติดต่อกับคนบนเรือได้เพียงทางอีเมลหรือการโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp เป็นครั้งคราว ขณะที่บางคนต้องเผชิญความไม่แน่นอน หลังมีรายงานเกี่ยวกับปัญหาสภาพจิตใจของกำลังพลและข้อจำกัดด้านเสบียงอาหารระหว่างปฏิบัติภารกิจ
เรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ออกจากซานดิเอโกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยเดิมมีกำหนดปฏิบัติหน้าที่ในทะเลจีนใต้ ก่อนเปลี่ยนเส้นทางไปยังตะวันออกกลาง และเข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เรือเดินทางกลับผ่านประเทศไทย โดยแวะเทียบท่าเมื่อต้นเดือนกันยายน ก่อนมุ่งหน้ากลับสหรัฐฯ
ระหว่างการประจำการ มีรายงานปัญหาความเป็นอยู่ของลูกเรือ รวมถึงความพยายามฆ่าตัวตายของกำลังพล โดยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยอมรับในจดหมายถึงสมาชิกรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายนว่า มีทหารในกองเรือโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินลินคอล์นพยายามฆ่าตัวตาย 8 ครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านี้
จดหมายจากฮุง เกา รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม มีทหารเรือนายหนึ่งตกลงจากเรือลงสู่ทะเล ก่อนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ส่วนอีกนายหนึ่งพยายามกระโดดลงทะเลในเดือนมีนาคม แต่เพื่อนร่วมเรือสามารถยับยั้งไว้ได้
ด้านปัญหาอาหาร กองทัพเรือยืนยันว่าเสบียงโดยรวมยังเพียงพอ แต่ข้อจำกัดในการส่งเสบียงเพิ่มเติมระหว่างปฏิบัติการรบทำให้ต้องลดตัวเลือกอาหารจานหลักจากสองรายการเหลือหนึ่งรายการเป็นการชั่วคราว
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนสิงหาคม ครอบครัวทหารและสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาการประจำการที่ยืดเยื้อ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยกล่าวว่า ระยะเวลาปฏิบัติภารกิจของเรือลินคอล์นยังไม่นานพอ อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการเรือ แดเนียล คีเลอร์ ระบุว่า ลูกเรือส่วนใหญ่เพิ่งออกปฏิบัติภารกิจครั้งแรก และปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่อาจพบได้ในการประจำการระยะยาว พร้อมยืนยันว่ากำลังพลสามารถเข้าถึงอาหารได้วันละสี่มื้อ
เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางไปพบลูกเรือบนเรือลินคอล์น เพื่อมอบเกียรติบัตรเชิดชูหน่วยรบจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ Presidential Unit Citation ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศระดับสูงสำหรับหน่วยทหาร โดยยกย่องความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจและความสามารถในการปรับตัวของกำลังพลท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ข้อมูลจากคำประกาศมอบรางวัลระบุว่า เรือและกองเรือโจมตีดำเนินภารกิจรบเกือบ 3,700 เที่ยว ยิงขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก 450 ลูก สกัดโดรนโจมตีแบบเที่ยวเดียว 77 ลำ ทำลายเรือรบอิหร่าน 64 ลำ และทำลายขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือ 21 ลูก
ทั้งนี้ เรือยูเอสเอส ลินคอล์น ปฏิบัติภารกิจในทะเลต่อเนื่อง 265 วัน และใช้เวลาประจำการรวมประมาณ 322 วัน ใกล้เคียงกับเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ซึ่งกลับถึงสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม หลังปฏิบัติภารกิจ 326 วัน ถือเป็นระยะเวลาประจำการที่ยาวนานที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา
การกลับมาของลูกเรือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสิ้นสุดภารกิจทางทหารที่ยาวนาน แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หลายครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง หลังต้องเผชิญความกังวลและความไม่แน่นอนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา.
ที่มา AFP / Associated Press


