นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลากับภริยา ถูกสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเพิ่มเติมคือ สมรู้ร่วมคิดในการซ้อมทรมาน และมีกำหนดเริ่มพิจารณาคดีในเดือนมิถุนายนปีหน้า
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 อัยการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายนิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาวัย 63 ปี และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยาวัย 69 ปี ถูกตั้งข้อหาใหม่คือ “สมรู้ร่วมคิดในการซ้อมทรมาน” เพิ่มเติมจากข้อหาเดิมเรื่องการค้ายาเสพติดและอาวุธ รวมถึงข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติดของฟลอเรส โดยทั้งสองปฏิเสธทุกข้อหา
ทั้งสองคนถูกคุมขังที่ศูนย์กักกันในบรูกลินนับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวจากที่พักในกรุงการากัสเมื่อเดือนมกราคม โดยศาลปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวเพื่อกักบริเวณในบ้านแทนของฟลอเรส และมีกำหนดเริ่มพิจารณาคดีในเดือนมิถุนายน 2570
เอกสารคำฟ้องกล่าวหาว่า มาดูโรกับฟลอเรสรักษาอำนาจด้วยการสร้างระบบกดขี่ข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและกักขังโดยมิชอบ ซึ่งมีการซ้อมทรมานผู้ถูกคุมขังรวมถึงพลเมืองชาวอเมริกัน
การซ้อมทรมานที่ถูกกล่าวหารวมถึงการใช้ไฟฟ้าช็อต, การทำให้ขาดอากาศหายใจ, การข่มขืน, การบังคับให้เปลือยกาย, การแยกกักขังเป็นเวลานาน, การอดอาหาร, การขังในห้องลงโทษ รวมถึงการทรมานทางจิตใจ เช่น การขู่ฆ่าครอบครัวและลูกของผู้ถูกคุมขัง
อัยการระบุว่า ฟลอเรสมีบทบาทสำคัญในการสั่งการและรับรายงานการซ้อมทรมานผู้ต้องขัง เพื่อปกป้องคนในครอบครัวของเธอเอง ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ หลังจากนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ จับกุม เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำรักษาการโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทรัมป์ และมีการนิรโทษกรรมและปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายร้อยคน แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชน Foro Penal ระบุว่ายังมีนักโทษอีกกว่า 300 คนถูกคุมขังอยู่
ด้านนายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เตือนว่ายังคงได้รับรายงานเรื่องการซ้อมทรมานผู้ถูกคุมขังอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่มีมาดูโรแล้วก็ตาม สะท้อนถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc


