รัฐบาลทรัมป์เปิดการเจรจากับรัฐบาลทหารของเมียนมาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน พลิกนโยบายจากเดิมที่มุ่งเน้นการโดดเดี่ยวนายพลระดับสูงของเมียนมา
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 ต.ค. 2569 คณะทำงานของทรัมป์เริ่มการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลทหารของเมียนมาแล้ว ซึ่งนับเป็นการพลิกผันนโยบายอย่างสิ้นเชิงของวอชิงตัน หลังจากที่ผ่านมาพวกเขาพยายามโดดเดี่ยวบรรดานายพลของเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2564
ไมเคิล แวนซ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายข่าวกรองและการวิจัย เดินทางไปเจรจาโดยตรงกับ พล.อ.พิเศษ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 15-16 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร
จุดประสงค์หลักในการเจรจาดังกล่าวคือ การเร่งรัดปล่อยตัว อดัม คาสติลโญ นักธุรกิจชาวอเมริกันที่ถูกคุมขังในเมียนมา ซึ่งตอนนี้ได้รับการปล่อยตัวแล้ว นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังต้องการความร่วมมือจากเมียนมาในการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์สแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ชาวอเมริกันมูลค่ามหาศาล โดยมี FBI เข้ามาร่วมประสานงาน
สหรัฐฯ ยังพยายามหาทางเข้าถึงแหล่งแร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม เพื่อลดการพึ่งพาและกระจายความเสี่ยงจากจีน แม้จะมีอุปสรรคสำคัญเนื่องจากพื้นที่เหมืองส่วนใหญ่ในเมียนมา ถูกควบคุมโดยกลุ่มชาติพันธุ์และอิทธิพลของจีน
การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ พล.อ.พิเศษ มิน อ่อง หล่าย ยังคงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากกรณีละเมิดมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงทำให้เกิดข้อครหาว่า การพบกันครั้งนี้กำลังสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารหรือไม่ นอกจากนั้น หลังจากการพบปะไม่ถึง 2 สัปดาห์ กองทัพเมียนมาก็โจมตีทางอากาศใส่ตลาดในรัฐยะไข่จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 ศพ
อีกสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำการเปลี่ยนจุดยืนของสหรัฐฯ คือรัฐบาลทรัมป์ตัดงบประมาณความช่วยเหลือที่ไม่ใช่เรื่องการทหาร ซึ่งมอบให้แก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาลง ซึ่งต่างจากสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน
ริชาร์ด เบตส์ ที่ปรึกษาอาวุโสแห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) แสดงความกังวลเรื่องที่สหรัฐฯ ให้ผู้นำหน่วยข่าวกรองอย่างแวนซ์มานำการเจรจาเชิงนโยบาย เพราะอาจกระทบต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือในการประเมินข้อเท็จจริง
“หากคุณปล่อยให้นโยบายทางการเมืองมาชี้นำงานข่าวกรอง คุณจะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณกำลังได้รับการประเมินข้อเท็จจริงอย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา” เบตส์กล่าว
ด้านนาย เกรกอรี มีกส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตระบุว่า การกระทำนี้ขัดต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และเป็นการมอบความชอบธรรมในระดับนานาชาติให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมาด้วย
อย่างไรก็ตามนาย ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้เหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์เริ่มกลับมาพูดคุยกับรัฐบาลทหารเมียนมาว่า “คุณไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเพิกเฉย แต่คุณแก้ปัญหาได้ด้วยการเผชิญหน้าและจัดการกับมัน”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna


