ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 2 วัน และพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ท่ามกลางประเด็นการส่งชาวเมียนมาที่อยู่ในมาเลเซียกลับประเทศ โดยมาเลเซียยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความสมัครใจ มีศักดิ์ศรี และปลอดภัย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การศึกษา พลังงาน และสาธารณสุข
ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ของเมียนมา พบหารือกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน โดยประเด็นสำคัญในการหารือรวมถึงการส่งชาวเมียนมาที่อยู่ในมาเลเซียกลับประเทศ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศผ่านกรอบอาเซียน
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ให้การต้อนรับมิน อ่อง หล่าย ที่ทำเนียบรัฐบาล ตามด้วยพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ การบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศจากกองพันที่ 1 กรมทหารพรานหลวง ซึ่งประกอบด้วยนายทหารและกำลังพลรวม 106 นาย หลังเสร็จสิ้นพิธี มิน อ่อง หล่าย ลงนามในสมุดเยี่ยม ก่อนเข้าหารือแบบตัวต่อตัวกับอันวาร์ จากนั้นจึงมีการหารือทวิภาคีร่วมกับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
อันวาร์กล่าวขอบคุณมิน อ่อง หล่าย ที่ตอบรับคำเชิญมาเยือนมาเลเซีย พร้อมระบุว่า แม้มาเลเซียและเมียนมายังมีประเด็นที่ต้องหารือและแก้ไขหลายเรื่อง แต่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าความสัมพันธ์ควรมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่า ทั้งสองประเทศเห็นพ้องขยายความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งการค้า การลงทุน การศึกษา อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร พลังงาน สาธารณสุข และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
อันวาร์ระบุว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างมาเลเซียกับเมียนมามีศักยภาพสูง โดยมูลค่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมมองว่าเป็นสัญญาณที่น่าพอใจต่อโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
เขายังกล่าวชื่นชมความเปิดกว้างของประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย และรัฐบาลเมียนมา ที่พร้อมรับฟังความคิดเห็นและปรับเปลี่ยนแนวทางที่จำเป็น เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือการส่งชาวเมียนมาที่อยู่ในมาเลเซียกลับประเทศ โดยมาเลเซียระบุว่า มีชาวเมียนมาประมาณ 5,000 คน รวมถึงกลุ่มที่ถูกส่งกลับไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ตกลงที่จะเดินทางกลับเมียนมาเป็นระยะ ๆ
ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยมาเลเซียระบุว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม มีชาวเมียนมา 11,804 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ชาวเมียนมาราว 1,500 คนถูกส่งกลับประเทศแล้ว แม้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR และองค์กรสิทธิมนุษยชนจะเตือนว่าสถานการณ์ในเมียนมายังไม่ปลอดภัยสำหรับการส่งกลับ
ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่ถูกส่งกลับมีชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมรวมอยู่ด้วยหรือไม่ โดยชาวโรฮิงญาต้องเผชิญการกดขี่ในเมียนมาและไม่ได้รับการรับรองสถานะพลเมือง
มาเลเซียเป็นที่พำนักของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนกับ UNHCR ประมาณ 215,600 คน ในจำนวนนี้ราว 126,000 คนเป็นชาวโรฮิงญา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม มาเลเซียไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ และถือว่าผู้ลี้ภัยเป็นผู้ย้ายถิ่นที่ไม่มีเอกสาร
ในช่วงที่ผ่านมา ชาวโรฮิงญาในมาเลเซียเผชิญกระแสต่อต้านจากสาธารณชนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางจำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับการแย่งงาน การใช้บริการสาธารณะ และความปลอดภัย
ด้านความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค มาเลเซียระบุว่าการเยือนของมิน อ่อง หล่าย เป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์เดินหน้าการติดต่อโดยตรงกับรัฐบาลเมียนมา ตามแนวทางของการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งมีมติให้เดินหน้าการมีส่วนร่วมกับเมียนมาอย่างสร้างสรรค์และยึดหลักการ
มาเลเซียย้ำว่าเมียนมาเป็นสมาชิกที่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และมาเลเซียในฐานะประเทศสมาชิกจะยังคงสนับสนุนความพยายามของอาเซียนในการส่งเสริมสันติภาพ การปรองดอง และการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเมียนมา พร้อมทำงานร่วมกับสมาชิกอาเซียนทั้งหมดเพื่อรักษาเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค
การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ยืดเยื้อ นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2021 ส่งผลให้เกิดการต่อต้านในวงกว้างและความขัดแย้งทางอาวุธในหลายพื้นที่ของประเทศ
ทั้งมาเลเซียและเมียนมายืนยันความตั้งใจที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ของประชาชน และขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข ควบคู่กับการทำงานผ่านกลไกอาเซียนเพื่อสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค.
ที่มา New Straits Times / Malay Mail / The Star


